<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945</id><updated>2012-02-16T01:48:31.822-08:00</updated><title type='text'>Siam Freedom Fight</title><subtitle type='html'>Freemen will Fight for Their Rights : A fragment of political history in Thailand</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://sff3.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>32</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-5144081043110983663</id><published>2010-02-25T20:59:00.001-08:00</published><updated>2010-02-26T11:10:22.645-08:00</updated><title type='text'>คำประกาศแดงสยาม</title><content type='html'>คำประกาศแดงสยาม&lt;br /&gt;วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 โดย &lt;b&gt;จักรภพ เพ็ญแข&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แดงสยามกำเนิดขึ้นแล้วในเมืองไทย  ตามสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของปวงชนชาวไทย&lt;br /&gt;โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใด คนไทยทุกคนที่เคารพในตนเองและผู้อื่น ด้วยจิตใจอันเป็นประชาธิปไตย&lt;br /&gt;อย่างแท้จริง คือสมาชิกโดยธรรมชาติของแดงสยาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นานมาแล้วที่คนไทยถูกปฏิเสธสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยตกเป็นเครื่องมือของการ&lt;br /&gt;โฆษณาชวนเชื่อด้วยอำนาจรัฐแบบเผด็จการ จนลุ่มหลงในทิศทางอันเป็นมิจฉาทิฐิ &lt;b&gt;ระบบใดๆที่&lt;br /&gt;ถูกสร้างขึ้นมาในระบอบอันฉ้อฉลย่อมนำมาซึ่งความเสื่อมทั้งของสังคม และสมาชิกทุกผู้ทุกนาม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เราถูกทำให้เชื่อว่าคนไทยไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;ทั้งๆที่ความเปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับกฏเกณฑ์ทางประวัติศาสตร์&lt;br /&gt;และปรัชญาพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราถูกทำให้เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งเลวร้าย&lt;br /&gt;พรรคการเมืองไม่ใช่ทางออก สู้ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยไม่ได้ -&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราถูกทำให้เชื่อว่า เศรษฐกิจอุปถัมภ์แบบอำมาตย์เป็นครรลองหลักของวิถีไทย&lt;br /&gt;ทั้งๆที่ผู้ชี้นำดำรงสภาพอยู่ในทุนนิยมชนิดล้าหลัง&lt;br /&gt;และกำปัจจัยที่บันดาลความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไว้ทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราถูกทำให้เชื่อว่าเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยแล้ว ทั้งๆที่กองทัพ ตุลาการ พรรคการเมือง&lt;br /&gt;ระบบราชการ ระบบการศึกษา สื่อมวลชน .. ล้วนสนับสนุนความเป็นเผด็จการแทบทุกมิติ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แดงสยามต้องการให้ปวงชนชาวไทยได้รับสิทธิ เสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดบต่อสู้เพื่อให้&lt;br /&gt;เกิดประชาธิปไตยแท้จริงขึ้นในบ้านเมืองและจะต่อสู้โดยไม่หยุดยั้ง ถึงจะใช้เวลานานขนาดข้ามรุ่นข้ามสมัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นต้องมีปัจจัยชี้ขาดดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.  อำนาจสูงสุดต้องเป็นของปวงชนชาวไทย&lt;br /&gt;2.  บุคคลต้องมีเสรีภาพอันบริบูรณ์&lt;br /&gt;3.  สังคมต้องเสมอภาค&lt;br /&gt;4.  กฏหมายต้องศักดิ์สิทธ์และเป็นธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน&lt;br /&gt;5.  ผู้ถืออำนาจรัฐแทนประชาชนต้องมาจากการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอเชิญปวงชนชาวไทย ได้ตื่นขึ้นรับความสว่างอันเกิดขึ้นจากระบอบประชาธิปไตย และเห็นความมืดมนของฝ่าย&lt;br /&gt;เผด็จการที่ครอบงำสังคมไทยมาจนกระทั่งปัจจุบัน เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยแท้จริงขึ้นเพื่อตัวเราและปวงชน&lt;br /&gt;ชาวไทยรุ่นต่อๆ ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือภารกิจ "แดงสยาม"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm5.static.flickr.com/4012/4319761545_ebba1ff1cf.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-5144081043110983663?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/5144081043110983663'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/5144081043110983663'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2010/02/blog-post_25.html' title='คำประกาศแดงสยาม'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://farm5.static.flickr.com/4012/4319761545_ebba1ff1cf_t.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-3205516693980365415</id><published>2010-02-04T14:56:00.001-08:00</published><updated>2010-02-04T14:56:59.403-08:00</updated><title type='text'>โค่น..สื่ออำมาตย์</title><content type='html'>article : SIAM Freedom Fight&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;สื่อมวลชนกระแสหลักของไทย คือส่วนหนึ่งของระบอบอำมาตยาธิปไตย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เป็นส่วนสำคัญ เป็นกำลังหลัก  ในการปกป้องและแพร่ขยายแนวคิด ภายใต้ระบอบอำมาตยาธิปไตยมานานกว่า&lt;br /&gt;ครึ่งศตวรรษ เป็นกำลังหลักในการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 เป็นกำลังหลักที่ใช้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ&lt;br /&gt;ในการเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างรัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ติดต่อกันถึงสามรัฐบาล เป็นกำลังหลัก&lt;br /&gt;ที่ใช้โจมตีประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ทั้งในรูปข่าวบิดเบือน บทความ สัมภาษณ์ วรรณกรรม ละครโทรทัศน ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สื่อมวลชนกระแสหลักไทย ผูกขาดในมือกลุ่มธุรกิจไม่กี่กลุ่มและเมื่อย้อนถึงแหล่งทุน ที่มาของเงิน ก็อยู่ในมือคน&lt;br /&gt;ไม่กี่คน นอกจากเป็นอาวุธหลักทางการเมืองของอำมาตยาธิปไตยแล้ว สื่อในระดับขี้ข้าก็ยังใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ชน&lt;br /&gt;หรือฐานันดรที่อุปโลกน์ขึ้นมาเอง ในการล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพ และ เหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะดารา นักแสดง หรือประชาชนทั่วไป  มีผู้คนมากมายเท่าใด ที่ถูกตราหน้าเป็นฆาตกร เป็นคนบ้ากามโรคจิต&lt;br /&gt;ขึ้นข่าวหน้าหนึ่งโดยปราศจากมูลความจริง และสื่อกระแสหลักเหล่านี้ก็ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆต่อการกระทำของตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;การกล่าวว่าสื่อมวลชนไทยมี"จรรยาบรรณ"และ"เป็นกลาง"ก็ไม่ต่างไปจาก&lt;br /&gt;การที่บอกว่า สถานบริการ อาบ อบ นวด ในเมืองไทย..ไม่มีการค้าประเวณี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้แต่ในหมู่สื่อกระแสรอง หรือสื่อทางเลือกของฝ่ายที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในปัจจุบัน ก็ยังพยายามแก้ตัวให้แก่&lt;br /&gt;สื่อมวลชนกระแสหลักอยู่เนืองๆ เช่น กล่าวว่าสื่อปัจจุบันถูกแทรกแซง ..?? แต่จะเป็นไปได้อย่างไร ???&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเมื่อสื่อกระแสหลักช่างมีเขี้ยวเล็บ เข้มแข็ง เป็นอภิสิทธิ์ชนที่ฟาดฟันรัฐบาลพรรคไทยรักไทย - จนมาถึงรัฐบาล&lt;br /&gt;พรรคพลังประชาชน สื่อกระแสหลักโจมตีอย่างดุเดือด ไม่อ่อนข้อถอยหนี แล้วอยู่ดีๆ..จะมากลายเป็นลูกหมาพิกล&lt;br /&gt;พิการ ที่ซบเลียรัฐบาล คมช. หรือ พรรคประชาธิปัตย์ ?? ย่อมเป็นไปไม่ได้.. เพราะสื่อมวลชนเหล่านี้เป็นมนุษย์ที่&lt;br /&gt;มีการศึกษา &lt;b&gt;พวกเขายืนยันว่าพวกเขามีจรรยาบรรณ ไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาว เป็นเหยี่ยวข่าว..ไม่ใช่แมงดา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น การที่สื่อกระแสหลักยืนอยู่ข้างอำมาตยาธิปไตย และประกาศสงครามกับฝ่ายประชาชน จึงมีคำอธิบายเพียง&lt;br /&gt;อย่างเดียวว่า &lt;b&gt;สื่อมวลชนกระหลักเต็มใจ..ที่จะยืนอยู่กับระบอบอำมาตยาธิปไตย และเป็นพวกเดียวกัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เหตุการณ์สงกรานต์เลือด ปี พ.ศ. 2552 เป็นตัวอย่างที่ประชาชนไม่ควรลืมเลือน&lt;br /&gt;ว่า..สื่อมวลชนกระแสหลัก ไดักระทำต่อประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยไว้อย่างไร &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวชั่วร้าย และอาชญากรรมต่ออธิปไตยของประชาชน ที่สื่อกระแสหลักไทยร่วมกระทำนั้น มีผู้กล่าวถึงแล้ว&lt;br /&gt;มากมายก่อนหน้า และจะไม่นำมากล่าวซ้ำในขณะนี้ เพราะมิใช่ประเด็น&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ประเด็นคือ จะทำอย่างไรกับสื่อกระแสหลักพวกนี้ &lt;br /&gt;หลังจากการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แน่นอนว่า สื่อมวลชนอำมาตย์พวกนี้สมควรที่จะมีปากเสียง มีเสรีภาพในการ&lt;br /&gt;แสดงออกซึ่งลัทธิความเชื่อของพวกเขา แม้มันจะเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยก็ตาม&lt;br /&gt;แต่ทว่า..การผูกขาดทุกช่องทางของสื่ออำมาตย์จะต้องยุติลง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การผูกขาดช่องทางสื่อสาร..ของสื่อมวลชนกระแสหลักในปัจจุบัน จะต้องยุติลงทันที..ที่ประชาชนได้รับชัยชนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;หลังสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงขึ้นในประเทศนี้ - &lt;br /&gt;สมควรต้องมีการทบทวน และทวงคืนสัมปทานโทรทัศน์ - วิทยุทั้งหมด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;และนายทุน ผู้บริหาร พนักงาน ที่มีส่วนร่วมสนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร &lt;br /&gt;จะต้องถูกนำมาขึ้นศาลประชาชน หรือกระบวนการยุติธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง -  นายทุน ผู้บริหาร พนักงานที่มี&lt;br /&gt;ส่วนร่วมในการให้ร้ายป้ายสีประชาชน..โดยเฉพาะการให้ร้ายประชาชนที่ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย   &lt;br /&gt;อาชญากรสื่อเหล่านี้จะต้องถูกดำเนินคดีในศาลประชาชน หรือกระบวนการยุติธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้รวม&lt;br /&gt;ถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่จะต้องถูกพิจารณาลงโทษ เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่เยาวชนในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายการข่าวอำมาตย์ที่ออกอากาศปัจจุบัน ก็ควรให้ทำรายการต่อไป แต่จะต้องมีรายการข่าวฝ่ายประชาธิปไตย&lt;br /&gt;ประกบคู่ เช่น  ข่าวอำมาตย์ 06.00 น. ต้องมีข่าวฝ่ายประชาธิปไตยเวลา 06.30 น. ประกบทันทีทุกคลื่น ทุกสถานี&lt;br /&gt;แล้วให้ประชาชนเลือกตัดสินใจเอาเอง ว่าจะเชื่อใคร -   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;สังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมที่ต้องยอมทนให้อีกฝ่ายหนึ่งตบตีโดยไม่ตอบโต้ .. &lt;br /&gt;สังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมที่จะยอมให้ตนเองถูกใส่ร้ายป้ายสีอยู่เพียงฝ่ายเดียว - &lt;br /&gt;ไม่ใช่สังคมที่ทุกคนจะต้องคิดเหมือนกัน ชอบเหมือนกัน เป็นเหมือนกัน &lt;br /&gt;แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่คิดต่างจะมากวนตีนได้ โดยไม่ถูกกวนตีนกลับ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมประชาธิปไตย จะเป็นสังคมที่ต่างฝ่ายต่างไม่ล่วงละเมิดสิทธิซึ่งกันและกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จะไปถึง..และรักษาสภาพนั้นไว้ได้ การกวนตีนแบบศรีธนนชัยของพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ จะ&lt;br /&gt;ต้องถูกขจัดให้บรรเทาเบาบางลงให้ได้  สื่ออำมาตย์ และลูกจ้างสื่ออำมาตย์ทั้งหมด ต้องอยู่ในพื้นที่ของตนเอง&lt;br /&gt;ในสัดส่วนที่ไม่เป็นภัยต่อสังคมอนาคต  ไม่ใช่บริษัททำข่าวบริษัทเดียว ทำรายการข่าวคลุมไปทุกช่องโทรทัศน์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อกล่าวถึงการปฏิรูปสื่อ ก็คงมิใช่แค่การละเล่นเชิงวิชาการ ที่บรรดาขี้ข้าอำมาตย์มาเสวนากันเองเพื่ออวดภูมิรู้&lt;br /&gt;และแถลงการณ์บ้าๆบอๆที่ไม่มีสาระ เพราะนักวิชาการในมหาวิทยาลัยไทยปัจจุบัน..จำนวนไม่น้อย ที่ไม่ต่างไป&lt;br /&gt;จากขี้ข้าอำมาตย์สาขาอื่นๆ ไม่มีความรู้ ไม่มีสติปัญญาเพียงพอให้เชื่อถืออีกต่อไป ไม่มีองค์กรใดในระบบของ&lt;br /&gt;อำมาตย์วันนี้ที่น่าเชื่อถือ สังคมต่อจากนี้ไปจึงอาจจำเป็นตั้งต้นกันใหม่ทั้งหมด เริ่มจากหัวขบวนคือกำจัดนายทุน&lt;br /&gt;สื่อสารมวลชนปัจจุบัน บริษัทใดเป็นบริษัทมหาชนก็ดำเนินกิจการต่อไป แต่คนในองค์กรต้องเปลี่ยน  และหมุน&lt;br /&gt;เวียนมารับโทษทัณฑ์ที่ก่อไว้ในอดีต ..ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แนวคิดเช่นนี้ มิใช่การจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ..แต่ตรงกันข้าม&lt;br /&gt;สังคมประชาธิปไตยในอนาคต สื่อมวลชนจะต้องมีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ &lt;br /&gt;ตราบที่ไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น ซึ่งแน่นอนว่า สิทธิเสรีภาพของมนุษย์&lt;br /&gt;มาพร้อมกับความรับผิดชอบ สื่อเสรีประชาธิปไตยในอนาคต จึงต้องมีความ&lt;br /&gt;รับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่ตนกระทำ ต่างจากสื่ออำมาตย์แบบทุกวันนี้&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และแน่นอนอีกเช่นกันว่า สื่อสารมวลชนในโลกเสรีประชาธิปไตย และการแข่งขันในระบบเสรีทุนนิยม คงเกิด&lt;br /&gt;ขึ้นไม่ได้ หากสื่ออำมาตย์ผูกขาด..ในยุคทุนนิยมสามานย์ ยังคงลอยหน้าลอยตาอยู่บนแผ่นดินนี้  ไม่ต้องเสีย&lt;br /&gt;เวลาเสวนา สัมนาปฏิรูปสื่อให้เปลืองน้ำชากาแฟ - &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงวันนั้น โค่นอำมาตย์ลงได้ แต่โค่นสื่ออำมาตย์ไม่ลง&lt;br /&gt;อีกไม่เกินห้าปี อำมาตยาธิปไตยจะกลับมายึดครองแผ่นดินอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm3.static.flickr.com/2747/4329230936_fcc2c19be8.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-3205516693980365415?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/3205516693980365415'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/3205516693980365415'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2010/02/blog-post.html' title='โค่น..สื่ออำมาตย์'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://farm3.static.flickr.com/2747/4329230936_fcc2c19be8_t.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-5043172809258805029</id><published>2010-01-31T08:42:00.000-08:00</published><updated>2010-01-31T15:00:31.530-08:00</updated><title type='text'>ระหว่างความเป็นทาส กับ ความเป็นไท</title><content type='html'>originally article written / posted August 18, 2008 : by SIAM Freedom Fight&lt;br /&gt;ระหว่างชาติพันธุ์ที่เกิดมาเป็นทาส กับชาติพันธุ์ที่เกิดมาเป็นไท แตกต่างกันที่กระบวนคิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;u&gt;01&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสมัยรัชกาลที่ 5    รัฐบาลประกาศเลิกทาส รวมทั้งยกเลิกระบบไพร่ทั้งหมดในราชอาณาจักร&lt;br /&gt;การศึกษาไทยมักจะสอน และเปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้กับการประกาศเลิกทาสในประเทศ&lt;br /&gt;สหรัฐอเมริกา และพยายามบอกว่าเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว..แต่เป็นแค่ความจริงเพียงครึ่งเดียว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การเลิกทาสอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกานั้น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ประกาศเมื่อสงครามกลางเมืองดำเนินไปได้สักระยะหนึ่ง    ถึงแม้ประเด็นการมีหรือไม่มีทาสจะเป็นหนึ่งในสาเหตุ&lt;br /&gt;ของความขัดแย้งที่นำไปสู่สงครามกลางเมืองสหรัฐ แต่ไม่ใช่สาเหตุทั้งหมด และไม่ใช่สาเหตุสำคัญที่สุดด้วยซํ้า&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่สาเหตุหลักที่นำไปสู่สงครามกลางเมืองสหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;คือความขัดแย้งเกี่ยวกับอธิปไตยของมลรัฐและอำนาจของรัฐบาลกลาง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อตกลงกันไม่ได้ พูดกันไม่รู้เรื่องสักที..ก็ต้องรบกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ฝ่ายเหนือ..หรือรัฐบาลกลางสหรัฐจะชนะสงคราม&lt;br /&gt;แต่ฝ่ายใต้ก็ชนะในเรื่องหลักการ เพราะรัฐบาลกลางให้การยอมรับในอธิปไตยของมลรัฐ และ/หรืออธิปไตยของ&lt;br /&gt;ปวงชน ว่าคืออำนาจสูงสุดของประเทศ   –   ส่วนการที่รัฐบาลกลางประกาศเลิกทาสในระหว่างสงครามกลางเมือง&lt;br /&gt;ก็เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่สงคราม และเป็นการสกัดกั้น..มิให้อังกฤษเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับฝ่ายใต้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สงครามกลางเมืองเป็นโศกนาฏกรรมของอเมริกา  สร้างความหายนะทางเศรษฐกิจและชีวิตผู้คนมากมายมหาศาล&lt;br /&gt;แต่สิ่งที่ได้คือประเทศชาติสามารถรวมกันเป็นหนึ่ง อธิปไตยเป็นของปวงชนอย่างสมบูรณ์.. หรืออย่างน้อยก็เป็น&lt;br /&gt;ของปวงชนมากกว่าชาติอื่นในโลก แถมวัฒนธรรมการเลี้ยงทาสยังถูกกำจัดไปจากแผ่นดิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ในสยามประเทศ การเลิกทาสเกิดขึ้นเพื่อล้มระบอบศักดินา&lt;br /&gt;ไม่ใช่เพื่ออธิปไตยของปวงชน  แต่เป็นการสร้างความมั่นคงแก่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเลิกระบบไพร่ คือการตัดกำลังไพร่พลของขุนนาง ซึ่งกำลังไพร่ในสังกัดขุนนางนี้เคยใช้ในการรัฐประหาร&lt;br /&gt;ครั้งแล้ว ครั้งเล่า..นับแต่กรุงศรีอยุธยาเรื่อยมา&lt;br /&gt;(แนะนำให้อ่านหนังสือ "การเมืองเรื่องสถาปนาพระจอมเกล้าฯ"  โดยเทอดพงศ์ คงจันทร์ สำนักพิมพ์มติชน -&lt;br /&gt;ศิลปวัฒนธรรม   ซึ่งกล่าวถึงอำนาจของขุนนาง ที่มีบทบาทอิทธิพลต่อการบริหารราชการแผ่นดินอย่างสูง -&lt;br /&gt;สื่ออำมาตยาธิปไตยจะเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีในการศึกษาระบอบศักดินา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งแน่นอนว่า    การเลิกทาสในประเทศสยามปราศจากการนองเลือด&lt;br /&gt;เพราะไม่รู้จะไปนองเลือดกับใคร ในเมื่ออำนาจขุนนางเวลานั้นก็ไม่ได้มากมายเหมือนในสมัยรัชกาลก่อน&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม เรื่องราวหักมุมแบบไทยๆ ที่เรามักได้ยินกันเสมอ คือ &lt;b&gt;ทาสที่ปล่อยแล้วไม่ยอมไป&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;กลายเป็นว่าคนที่ไม่ยินดีกับการเลิกทาส ก็คือพวกทาสนั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ศูนย์อำนาจของราชอาณาจักรอยู่ที่ภาคกลางและเมืองหลวงคือกรุงเทพฯ&lt;br /&gt;จำนวนทาส..และลูกหลานทาสส่วนใหญ่จึงอาศัยในแถบภาคกลาง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่ภาคอีสานสมัยก่อนเป็นดินแดนห่างไกลจากศูนย์อำนาจ แทบจะเป็นดินแดนอิสระในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;ส่วนภาคเหนือนั้นก็เป็น "อีกอาณาจักรหนึ่ง" มาตลอด  ถึงจะอิงอำนาจการเมืองของกรุงศรีอยุธยาบ้าง พม่าบ้าง&lt;br /&gt;หรือกรุงเทพฯบ้าง แต่ในวิถีชีวิตปกติก็เป็นอิสระในตนเอง เป็นอาณาจักรล้านนา - และเพิ่งจะมารวมกับกรุงเทพฯ&lt;br /&gt;ในสมัยรัชกาลที่ 5 นี้เอง (ยังมีเบื้องหลังการรวมอาณาจักรที่ไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนประเด็นที่ว่าประชากร&lt;strong&gt;ลูกหลานทาส&lt;/strong&gt;ที่อาศัยอยู่ในภาคกลางซึ่งเป็นศูนย์อำนาจนี้&lt;br /&gt;ก็ขออนุญาต - จะยังไม่ขยายความในที่นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;u&gt;02&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"สามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์" กลายเป็นแค่ "ข้ออ้าง" ที่จะใช้กดหัวประชาชน&lt;br /&gt;และเปิดโอกาสให้ชนชั้นปฏิกิริยาสามารถทำตัวเป็น "กาฝาก" ได้อย่างชอบธรรม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวัยเยาว์ เราเรียนรู้จากระบบการศึกษา ถึงคำว่าสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ ล้วนเป็นคำที่มีความหมายดีงาม&lt;br /&gt;เป็นวัตถุประสงค์หลักในชีวิตและระบอบการบริหารบ้านเมือง แม้การศึกษาในวัยเยาว์นั้นจะเป็นการศึกษาภายใต้&lt;br /&gt;ระบอบอำมาตยาธิปไตย เป็นแนวคิดฝังหัวที่เกิดจากการรัฐประหาร 2490 และ 2500  แต่จะอย่างไรก็ตาม คำว่า&lt;br /&gt;"สามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์"ก็ยังเป็นความหมายที่งดงาม ไม่ว่าในระบอบใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราเห็นโลกมาหลายต่อหลายทศวรรษ&lt;br /&gt;และยามบ้านเมืองวิกฤติจึงเรียนรู้ว่า "สามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์" ก็เหมือน "เปลือกของความดีงาม"&lt;br /&gt;อีกหลายต่อหลายอย่างในสังคมนี้ คือเป็นแค่ "ข้ออ้าง" ที่จะไม่ทำอะไร หรือทำให้น้อยที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เป็นข้ออ้างเพื่อยอมก้มหัวอยู่ใต้ฝ่าตีนผู้มีอำนาจให้มากที่สุด&lt;br /&gt;และไม่เสียความรู้สึกของตนเอง ..คือเป็นทาสที่ยังกร่างได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วรู้ทั้งรู้ว่า &lt;strong&gt;การรัฐประหารนั้นคือการเป็นโจรกบฏ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;มีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 113 มีโทษถึงประหารชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วคนในบ้านเมืองนี้ทำอะไร..เมื่อโจรปล้นเมือง&lt;br /&gt;คนในบ้านเมืองนี้ก็ยังท่องคาถา "สามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์" กับโจร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขอความเมตตาจากโจร หวังความยุติธรรมจากโจร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ยอมรับกฎหมายโจรไปก่อน..แล้วหวังว่าโจรท่านคงยอมให้แก้ไขทีหลัง หวังให้โจรยึดมั่นในกติกาที่โจรเขียนขึ้นมา&lt;br /&gt;หวังให้กรรมการที่โจรตั้งขึ้นจะมีความยุติธรรมต่อคนที่ถูกโจรปล้น  ยอมก้มหน้าก้มตาปฏิบัติตามกระบวนการโจร -&lt;br /&gt;แล้วบอกว่าเรายังอยู่ในระบอบประชาธิปไตย เมื่อโจรไม่เมตตา..ก็หันมาปลอบใจกันเองว่า "เอาเถอะ โจรมันแก่แล้ว&lt;br /&gt;วันหนึ่งมันก็ต้องตาย" ก็หวังไว้ว่าลูกหลานโจร เมียโจรมันจะไม่เป็นโจรเหมือนพ่อแม่มัน ??? ก็เอาเถอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากคำว่า "สามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ สันติภาพ"&lt;br /&gt;คือการยอมให้สัตว์นรกกดขี่กดหัว รุ่นแล้วรุ่นเล่า เป็นทาสที่ดีและมีชีวิต&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แล้วหลอกตัวเองว่าบ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แต่ประชาธิปไตยไม่ใช่การยอมก้มหัวใต้ฝ่าตีนชนกลุ่มน้อย&lt;br /&gt;ไม่ใช่การยอมก้มหัวใต้ฝ่าตีนใครทั้งนั้น ประชาธิปไตยคืออธิปไตยเป็นของปวงชน&lt;br /&gt;โดยยึดเอาเสียงส่วนใหญ่เป็นสำคัญ.. ขณะที่ไม่กดขี่ประชากรกลุ่มน้อย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประชาธิปไตยต้องอยู่บนพื้นฐานความเสมอภาค เสรีภาพ ภาดรภาพ&lt;br /&gt;นั่นคือ คนจน หรือ คนรวย .. คนทีการศึกษา หรือ ไม่มีการศึกษา ย่ิอมมีสิทธิทางการเมืองที่เท่าเทียมกัน&lt;br /&gt;เมื่อไม่มีความเสมอภาค ย่อมไม่มีเสรีภาพ เมื่อไม่มีเสรีภาพ ย่อมไม่มีภาดรภาพ - ไม่มีสันติภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกคนอยากนอนอยู่บ้านสบายๆทั้งนั้น ไม่มีใครอยากเดือดร้อน แต่บางครั้ง ชีวิตก็ไม่ปล่อยทางเลือกแสนสุขให้&lt;br /&gt;กับเราสักเท่าใด - ในปี พ.ศ. 2310 สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประชากรสมัยนั้นก็มีทางเลือกว่าจะหลบอยู่ใน&lt;br /&gt;กำแพงเมืองกับพระเจ้าเอกทัศ &lt;b&gt;หรือจะออกไปเสี่ยงชะตากรรมกับพระยาตาก&lt;/b&gt; ..มุดหัวอยู่ภายในกำแพงเมือง&lt;br /&gt;กรุงศรีอยุธยาก็ดูเหมือนจะปลอดภัย นอนเฉยๆ ไม่ต้องสู้รบกับใคร สงบ สันติ และเป็นกลาง ยามเมื่อพม่าพังกำแพง&lt;br /&gt;เมืองเข้ามา คนเหล่านี้ก็ไปเป็นทาสพม่า ถูกกวาดต้อนไปอยู่พม่าจนทุกวันนี้ ก็เป็นทาสที่สุขสบายดี - แต่ถ้าเลือกที่&lt;br /&gt;จะร่วมทางกับกองทัพพระยาตาก โอกาสตายก็มีสูง .. แต่จะอยู่อย่างทาส หรือจะตายอย่างเสรีชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบในหัวใจ สุดแต่ใครเกิดมาเพื่อเป็นทาส&lt;br /&gt;หรือใครเกิดมาเพื่อเป็นไท ..อย่างที่บอก &lt;strong&gt;มันต่างกันที่กระบวนคิด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm5.static.flickr.com/4012/4319761545_ebba1ff1cf.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-5043172809258805029?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/5043172809258805029'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/5043172809258805029'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2010/01/blog-post_31.html' title='ระหว่างความเป็นทาส กับ ความเป็นไท'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://farm5.static.flickr.com/4012/4319761545_ebba1ff1cf_t.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-8121552124097031003</id><published>2010-01-28T05:41:00.001-08:00</published><updated>2010-01-29T10:35:43.732-08:00</updated><title type='text'>เงื่อนไขและเวลาตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น</title><content type='html'>from คอลัมน์ "ผมเป็นข้าราษฎร" นสพ.วิวาทะ ไทยเรดนิวส์ ฉบับที่ 35&lt;br /&gt;28 มกราคม 2553 / January 28. 2010&lt;br /&gt;บทความ : เงื่อนไขและเวลาตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น&lt;br /&gt;&lt;b&gt;article / บทความโดย : จักรภพ เพ็ญแข&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้ววลี “กงล้อแห่งประวัติศาสตร์”&lt;br /&gt;ก็มีน้ำหนักขึ้นในทันทีที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย&lt;br /&gt;ประกาศคำว่า “รัฐบาลพลัดถิ่น” ออกมาอย่างเต็มภาคภูมิ ระหว่างการปราศรัยผ่านดาวเทียมกับมวลมหาประชาชน&lt;br /&gt;ที่กำลังชุมนุมทวงแผ่นดินคืนจากอำมาตย์ ณ เขาสอยดาว จันทบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ 23 มกราคม 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมทราบว่าหลายท่านน้ำตาไหล และหลายท่านหายใจอย่างโล่งอกว่า&lt;br /&gt;นี่แหละเกียรติภูมิที่ควรเป็นของขบวนการประชาธิปไตย&lt;br /&gt;ตัวผมนั่งอยู่อีกมุมโลกหนึ่ง รู้สึกประหนึ่งว่าเราชนะแล้วด้วยซ้ำไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;รัฐบาลพลัดถิ่นคืออะไร ทำไมสำคัญถึงขนาดนี้&lt;br /&gt;เราจะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้จริงหรือ ทั่วโลกเขาจะเอากับเราหรือ ?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้ยินคำถามดังออกมาจากหัวใจของพวกเราที่ร่วมต่อสู้&lt;br /&gt;และปรารถนาจะเห็นชัยชนะอย่างไม่มีเงื่อนไขของฝ่ายประชาชน วันนี้ต้องตอบคำถามเหล่านั้นให้ชัดเจน&lt;br /&gt;หรืออย่างน้อยต้องลดความสงสัยลงบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาล พลัดถิ่น หรือ government-in-exile เป็นวิถีทางต่อสู้อย่างหนึ่งของขบวนการการเมืองในแต่ละประเทศ&lt;br /&gt;เมื่อการต่อสู้ในประเทศตนไม่อาจเป็นไปได้แล้ว โลกหรือประชาคมระหว่างประเทศ โดยองค์การสหประชาชาติ&lt;br /&gt;คือผู้ประกันสิทธิตามธรรมชาติในข้อนี้ของขบวนการการ เมืองใดๆที่ได้รับการสนับสนุนอย่างบริสุทธิ์ใจจาก&lt;br /&gt;มวลชนจำนวนมากในประเทศนั้นๆ จึงเรียกได้ว่าเป็นกลไกการต่อสู้ที่โลกยอมรับ และถือเป็นการรณรงค์ทาง&lt;br /&gt;การเมืองโดยสันติวิธีอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;รัฐบาลพลัดถิ่นจึงไม่ใช่รัฐบาลเถื่อน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มิหนำซ้ำ หากรัฐบาลนั้นๆ ตั้งขึ้นบนความยอมรับนับถือของประชาคมระหว่างประเทศ และได้รับการสนับสนุน&lt;br /&gt;อย่างเพียงพอในประเทศของตนแล้ว ยังเกิดผลอีกอย่างหนึ่งคือทำให้รัฐบาลที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นรัฐบาลฝ่ายตรงข้าม&lt;br /&gt;ในขณะนั้น หมดสิ้นความชอบธรรมลงไปทันที มหาประชาชนจะฉุดกระชากลากลงมาจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และ&lt;br /&gt;คณะรัฐมนตรีเสียเมื่อไหร่ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ ถ้า ดร.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นมาได้สำเร็จ&lt;br /&gt;รัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลสุรยุทธ์ รัฐบาลปีย์ รัฐบาลเปรม และรัฐบาลเขายายเที่ยงบวกกับตาเที่ยง หรือรัฐบาลเวรกรรม&lt;br /&gt;ใดๆ ที่มาจากการปล้นอำนาจรัฐจากประชาชนด้วยกำลังกองทัพ ตุลาการวิบัติ หรือองค์กรอิสระ (แต่เป็นทาสอำมาตย์)&lt;br /&gt;จะกลายสภาพเป็นรัฐบาลเถื่อนในทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นจึงเป็นคำประกาศว่าใครคือรัฐบาลตัวจริง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาลตัวจริงหมายถึงรัฐบาลที่มีความชอบธรรมอย่างแท้จริง และรัฐบาลมีฐานประชาชนหนุนอย่างเพียงพอ&lt;br /&gt;ไม่ใช่รัฐบาลที่มีคนเรียกฝ่ายตุลาการออกมาวางแผนปล้นให้ ไม่ใช่รัฐบาลที่คอยแก้ไขปัญหาปากคอกอย่างเพลี้ย&lt;br /&gt;สีน้ำตาล หรือทะเลกัดเซาะชายฝั่งที่ปักษ์ใต้ โดยไม่ได้แก้ไขปัญหาจากเหตุปัจจัยหลัก เพราะทำเพียงเพื่อจะหาทาง&lt;br /&gt;ผันงบประมาณออกมาใช้กันให้อ้วนท้วนไปตามๆ กันเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มาของรัฐบาลก็ต้องชอบธรรม การทำงานในขณะเป็นรัฐบาลหรือขณะที่ถืออำนาจรัฐอยู่ก็ต้องชอบธรรม&lt;br /&gt;เรียกว่าชอบธรรมตั้งแต่หัวจรดเท้าและยาวนานตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาล เฮียดึงหรือเจ๊ดันอย่างรัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์ และนายอภิสิทธิ์จึงขาดชอบธรรมอย่างเด็ดขาด&lt;br /&gt;จะดูที่มาของรัฐบาลหรือวิธีการใช้อำนาจรัฐ ก็ขาดด้วนหมด  ไม่ต่างอะไรจากคนเป็นสมีปาราชิก แต่ไปหลอก&lt;br /&gt;สาธุชนว่าเป็นพระ ให้ศีลให้พรคนจนยุ่งไปหมด เผลอๆ ยังหน้าด้านไปทำหน้าที่อุปัชฌาย์ หรือเป็นพระพี่เลี้ยงนวกะ&lt;br /&gt;สร้างพระใหม่อีก ต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;แล้วจะตั้งได้หรือ รัฐบาลพลัดถิ่นที่ว่านี้ ?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจ้าของประเทศไทยคือประชาชนส่วนมากอาจจะยังไม่ทราบว่า&lt;br /&gt;วันที่เราถูกปล้นอำนาจรัฐในวันอังคารที่ 19 กันยายน 2549 เราเกือบจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นกันแล้ว&lt;br /&gt;ในวันนั้นนายกรัฐมนตรีของเราก็อยู่ที่องค์การสหประชาชาติ พร้อมกับผู้นำทั่วโลกอีกมากมาย ต่างฝ่ายต่างมาร่วม&lt;br /&gt;ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติประจำปีกันในโอกาสนั้นทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลขาธิการสหประชาชาติในเวลานั้นคือนายโคฟี่ อันนัน ก็ย้ำคำเชิญให้นายกรัฐมนตรีทักษิณขึ้นกล่าวปราศรัยตาม&lt;br /&gt;กำหนดการเดิม โดยไม่คำนึงถึงการรัฐประหาร เป็นการประกาศด้วยเสียงดังฟังชัดว่า องค์การสหประชาชาติยอมรับ&lt;br /&gt;รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ไม่รับรัฐบาลที่ซากเดนศักดินาร่วมกันตั้งขึ้นในเมืองไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราสามารถตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้อย่างง่ายดายราวดีดนิ้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;เหตุที่ไม่ได้ตั้ง เพราะเจตนาในขณะนั้นคือความสมานฉันท์&lt;br /&gt;ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ในขณะที่ “สติ” ยังตามไม่ทัน “จิต” ไม่รู้ว่าเขาพูดคำว่าสมานฉันท์แบบย้ำๆ ยานๆ&lt;br /&gt;เพื่อให้มีเวลาบรรจุกระสุนปืน หรือไม่ก็มีเวลาผสมยาพิษให้เต็มแก้ว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรียนปริญญาตรีก็ใช้ เวลาในราว ๔ ปี ปีแรกอาจไร้เดียงสา ทำตัวเหมือนอยู่ชั้นมัธยม ปีสองและปีสามแก่กล้าขึ้นบ้าง&lt;br /&gt;ทั้งในทางปัญญาและอารมณ์ จนถึงปีสี่ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายก่อนจบ ถึงขั้นจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้ก็ถือว่าประเสริฐ ไม่มี&lt;br /&gt;อะไรสูญเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สามปีที่ผ่านมาคือช่วงเวลาบ่มเพาะ ทั้งความพร้อมเพรียง และความมั่นใจในตัวเองของขบวนการประชาธิปไตย&lt;br /&gt;เรารักกัน เราทะเลาะกัน เราเห็นด้วย เราเห็นแย้ง เราขาดความเชื่อมั่น เราเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ในที่สุดเราก็&lt;br /&gt;เดินมาถึงยุทธศาสตร์เดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;br /&gt;ถึงวันนี้ใครที่ถือยุทธศาสตร์คนละเล่มก็ถือว่าอยู่กันคนละสนามแล้ว&lt;br /&gt;ถ้าสามปียังคิดไม่ได้ ก็คงไม่ต้องคิด เป็นสิทธิ์ของทุกคนที่จะเป็นไพร่และเป็นทาสต่อไป&lt;br /&gt;เหมือนนกติดยาในกรงเหล็กที่เขาขังไว้ขายคนชอบปล่อยนก&lt;br /&gt;แต่เราจะไม่ยอมให้คนเหล่านั้นเข้ามาทำลายยุทธศาสตร์หลักของเราเป็นอันขาด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;รัฐบาลพลัดถิ่นเป็นสิ่งที่ทำได้ และต้องทำเมื่อเกิดเงื่อนไขที่เหมาะสมในทางการเมือง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การยึดอำนาจรัฐประหารเป็นเพียงเหตุผลหนึ่งเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งแปลว่าสังคมขาดความยุติธรรมอย่างร้ายแรง&lt;br /&gt;มนุษย์ทุกคนมิได้เสมอภาคกันตามกฎหมายอย่างที่เขาโฆษณาชวนเชื่อ ก็เป็นเหตุได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใช้ความรุนแรงกับมวลมหาประชาชนที่ใช้สิทธิ์ในการประท้วงอย่างสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ ก็เป็นเหตุได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง อย่างคำกล่าวของผู้บริหารองค์การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;หรือ Human Rights Watch ที่ว่า &lt;b&gt;“...ถึงบางครั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะกล่าวถึง&lt;br /&gt;สิ่งที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน แต่การกระทำของนายอภิสิทธิ์กลับกลายเป็นเรื่องตรงกันข้าม รัฐบาล&lt;br /&gt;ชุดนี้ได้บั่นทอนการเคารพสิทธิมนุษยชนและนิติธรรมในประเทศไทยอย่างต่อ เนื่อง..”&lt;/b&gt;  หรือ &lt;br /&gt;&lt;b&gt;“...ประชาธิปไตยในประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการบังคับใช้&lt;br /&gt;กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ บรรยากาศแห่งความ&lt;br /&gt;หวาดกลัวได้ปกคลุมสังคมอินเตอร์เน็ต เนื่องจากการที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์เพิ่มระดับการจำกัดเสรีภาพ&lt;br /&gt;ในการแสดงความคิดเห็น...”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สภาพความพิการล่าสุดของเมืองไทยภายใต้อำมาตย์อย่างนี้ ก็เป็นเหตุได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาลพลัดถิ่นจึงเป็นสมบัติสาธารณะ และเป็นกลไกของเราในฝ่ายประชาธิปไตย&lt;br /&gt;ไม่ต้องไปฟังความเห็นของเหล่าขี้ข้าอำมาตย์ในรัฐบาลหรอกครับ เพราะเราไม่ได้ต้องพึ่งอะไรเขาในการจัดตั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงเวลาอันเหมาะสม เราตั้งได้แน่ครับ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm4.static.flickr.com/3027/2400614675_0acfbf0e1a.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-8121552124097031003?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/8121552124097031003'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/8121552124097031003'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2010/01/blog-post_28.html' title='เงื่อนไขและเวลาตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://farm4.static.flickr.com/3027/2400614675_0acfbf0e1a_t.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-1487691224347198893</id><published>2010-01-24T16:11:00.000-08:00</published><updated>2010-01-24T16:16:55.372-08:00</updated><title type='text'>อำมาตย์เนรคุณ</title><content type='html'>คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร”&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 34&lt;br /&gt;บทความ "อำมาตย์เนรคุณ" / มกราคม 2553 / January 2010&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;article / บทความโดย :  จักรภพ เพ็ญแข&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;การเชือด พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม&lt;br /&gt;ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๕ โดยย้อนความผิดที่ได้อุ้มฆ่าชาวซาอุดิอาระเบีย&lt;br /&gt;เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นตัวอย่างที่ดีของวิถีโจรในระบอบอำมาตยาธิปไตย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จับขึ้นมาขึงพืด บูชายัญ เป็นแพะถูกเชือดเพื่อไม่ให้ถึงตัวมหาอำมาตย์ หรือทำให้ระบอบอำมาตย์เสียหาย&lt;br /&gt;ทั้งที่ใช้วิชาโจรและสันดานดิบของฆาตกรช่วยทำงานให้กับอำมาตย์มาไม่น้อยกว่าลูกหาบคนอื่นๆ กระเทือนใจอย่าง&lt;br /&gt;แสนสาหัสไปจนถึงคนเป็นพี่อย่าง พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้ออกโรงมาตลอดจนบัดนี้ ก็เพราะต้องการช่วยเหลือ&lt;br /&gt;สมคิดให้พ้นภัยจากคดีฆ่าชาวซาอุฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอสุดท้ายพบว่าตัวเองและน้องชายเป็นเพียงแพะบูชายัญของมหาอำมาตย์&lt;br /&gt;ป่านนี้ก็คงนอนก่ายหน้าผากรำพึงว่าไม่น่าเลย ทำลายโคตรตระกูลบุญถนอมเพราะไปเชื่อว่าอำมาตย์เขาจะจริงใจด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนี้เป็นอนุสติล่าสุดของคนที่ยึดมั่นถือมั่นในระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย และมีปกติวิสัยวิ่งไปกราบตีนเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ถ้าอ่านประวัติศาสตร์กันสักเล็กน้อย&lt;br /&gt;จะรู้ทันทีว่าการหลอกให้คนมาเป็นพวก และใช้งานเขาจนน้ำแห้งไปทั้งตัว &lt;br /&gt;เหลือเพียงกากหรือซากก่อนจะโยนทิ้งอย่างไม่แยแส เป็นธรรมชาติของ&lt;br /&gt;มหาอำมาตย์ไทยที่ได้ทำต่อเนื่องมานานแล้วจนเป็นมากกว่านิสัย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าไม่ใช่สันดอนก็ต้องเป็นสันดานไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนในวัยรุ่นที่มีจิตใจปกติธรรมดา ถ้ากระทำความผิดขนาดทำให้คนตายโหงไปต่อหน้า เมื่อได้รับความช่วยเหลือจาก&lt;br /&gt;คนที่รักเขาและผูกพันกับเขาจนถึงขั้นเข้ารับความผิดแทน หรือช่วยปกปิดความผิดจนมิดชิด มักจะสำนึกบุญคุณของ&lt;br /&gt;คนๆนั้น หรือคนเหล่านั้นไปจนตาย หรืออาจใช้หนี้กรรมข้ามชาติข้ามภพเลยด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้ามีจิตใจชนิดผิดปกติ นอกจากไม่สำนึกในบุญคุณแล้ว ยังจับไปฆ่าจนตายเพื่อกำจัดพยานรู้เห็น&lt;br /&gt;ยึดเอาความอยู่รอดของตัวเป็นที่ตั้ง ทำลายทั้งชีวิตและจิตใจของผู้คนเหล่านั้น ตลอดจนครอบครัวของเขา ขนาดไหน&lt;br /&gt;หรือกี่ชั่วอายุคนก็ช่าง   คนบางคนเห็นแก่ตัวชนิดข้นคลั่ก มองทะลุไปจนถึงหัวใจสีดำและความโหดเหี้ยมเลือดเย็น&lt;br /&gt;แววตาที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึกรู้สมที่เพียงเห็นก็ขนลุก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เมื่อเวลาผ่านไป เขี้ยวยาวขึ้น ก็รู้จักเอาใจคนหนึ่งไปฆ่าอีกคนหนึ่งในทางการเมือง&lt;br /&gt;ดร.ปรีดี พนมยงค์   เตียง ศิริขันธ์   ดร.ทองเปลว ชลภูมิ   ทองอินทร์ ภูริพัฒน์&lt;br /&gt;ถวิล อุดล   จำลอง ดาวเรือง   จอมพลแปลก พิบูลสงคราม   จิตร ภูมิศักดิ์&lt;br /&gt;กุหลาบ สายประดิษฐ์   ถนอม กิตติขจร - ประพาส จารุเสถียร   กฤษณ์ สีวะรา&lt;br /&gt;เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์   ป๋วย อึ๊งภากรณ์   ประจักษ์ สว่างจิตร   ณรงค์เดช นันทโพธิเดช ฯลฯ&lt;br /&gt;สูญเสียชีวิตหรือโอกาสที่จะได้รับใช้บ้านเมืองเช่นนี้ทั้งนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ยกเฉพาะผู้มีชื่อเสียงเท่านั้น คนทั่วไปที่ไม่โด่งดังและต้องล้มหายตายจากไปด้วยแรงตัณหา&lt;br /&gt;(ความกระเสือกกระสนเอาตัวรอด) ของมหาอำมาตย์ ยังมีอีกมากมายเหลือคณานับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนกรณีของ สมคิด บุญถนอม ก็มีเรื่องของ สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งรับใช้เขาด้วยการใช้สติปัญญาที่มีมาตลอดชีวิต&lt;br /&gt;และไปลากเครือข่ายทั้งหมดที่ตัวสร้างไว้มารองรับ จนประสบความสำเร็จในการทำลายระบอบประชาธิปไตยในระยะ&lt;br /&gt;ตั้งไข่ได้ เมื่อถึงคราววางบิล และวางโฉ่งฉ่างแบบสนธิชอบทำ เขาก็พร้อมลืมผลงานเหล่านั้นและส่งลูกตะกั่วมาฝัง&lt;br /&gt;ไว้ในหัวให้แทน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่กรณีของคุณสนธิน่าเห็นใจน้อยกว่า เพราะคุณสนธิทำโดยคาดคะเนผลประโยชน์ของตนแล้วอย่างเต็มที่ ทำ&lt;br /&gt;สัญญากับปิศาจ แล้วโดนปิศาจหักหลังเข้าให้ จะไปร้องแรกแหกกระเชอกับใครได้เล่า นรกขุมนี้เป็นของมหาอำมาตย์&lt;br /&gt;อสุรกายน้อยใหญ่เป็นของเขาทั้งสิ้น ถึงคุณสนธิจะเลี้ยงตำรวจ ทหาร ข้าราชการ นักการเมือง มาขนาดไหน ถึงเวลาที่&lt;br /&gt;อำมาตย์เขาเรียกตรวจแถว คนที่คุณสนธิเผลอคิดว่าเป็นเด็กของตัวมักเป็นคนแรกๆ ที่อาสาเข้ามาเด็ดชีพของคุณสนธิ&lt;br /&gt;เสียเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คติของเรื่องนี้อยู่ที่ว่า ระบอบเผด็จการมันก็คือระบอบเผด็จการวันยังค่ำครับ&lt;br /&gt;เราอาจเผลอไผลคิดไปว่า เผด็จการทหารหนักกว่าพลเรือนเพราะมีกำลังสรรพาวุธ หรือเผด็จการพลเรือนโลกแคบ&lt;br /&gt;อย่างสมัยองคมนตรีธานินทร์ กรัยวิเชียรน่าจะอันตรายยิ่งกว่า แต่ในที่สุดแล้วเผด็จการต่างมีธรรมชาติ (สันดาน) อย่าง&lt;br /&gt;เดียวกันหมด   ระบอบเผด็จการต้องมีผู้เผด็จการ ซึ่งอาจใหญ่โตอยู่คนเดียว ไม่แบ่งลูกแบ่งเมีย ไม่มีใครร่วมใช้อำนาจ&lt;br /&gt;ด้วย (ตามแนว The Prince ของนิโคโล แมคเคียเวลลี่) หรือใช้อำนาจกันเป็นหมู่คณะ (power-sharing) แต่ก็ต้องมี&lt;br /&gt;ศูนย์อำนาจที่จะ “ฟันธง” ได้เมื่อจำเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงศูนย์อำนาจนี่ล่ะ ที่คนจะวิ่งกันเข้าไปเอาอกเอาใจ เสนอตัวทำงาน และอาสาประสานประโยชน์ให้กับผู้มีอำนาจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ต่างนักกับวิถีของรัฐบาลประชาธิปไตย&lt;br /&gt;แต่ระบอบเผด็จการจบที่ตัวผู้เผด็จการ ไม่มีใครต่อรองได้อีก&lt;br /&gt;แต่ระบอบประชาธิปไตยไปจบลงที่ประชาชนส่วนใหญ่&lt;br /&gt;เพราะโครงสร้างบังคับให้ต้องคิดถึงผลประโยชน์ของคนทั้งหลายก่อนตัวเองและพรรคพวก&lt;br /&gt;ถ่วงน้ำหนักอย่างเหมาะสมระหว่างคนมี (the haves) และคนไม่มี (the havenots) ในสังคมนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เผด็จการก็จะเลือกและทดลองใช้คน ด้วยความที่มีตัวเลือกมากก็เลือกใช้งานอย่างหลากหลาย&lt;br /&gt;โดยเฉพาะงานสกปรกและงานใต้ดินต่างๆ ที่ต้องใช้คนที่มีความสามารถอำพรางตัวเองสูง อย่างที่เกิดมาตลอดใน&lt;br /&gt;ช่วงสามปีเศษที่ผ่านมา และเมื่องานจบแล้ว คนเหล่านั้นต้องการรางวัลตอบแทนเกินกว่าที่จะให้ได้ ก็จะเรียก&lt;br /&gt;คนใหม่มาฆ่าคนเก่า หรือทำลายทิ้งอย่างเลือดเย็น เหมือนกับการฆ่าหมู่ยิวสมัยนาซี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครก็ตามที่มีความต้องการแรงกล้า ที่จะได้อำนาจรัฐ ซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะของประชาชน ไม่มีทางลัดด้วยการ&lt;br /&gt;สถาปนาตนเองเป็นผู้เผด็จการ หรือเกาะหางเผด็จการไปสู่อำนาจรัฐ ต้องนอบน้อมถ่อมตัวและเข้าหามวลชน&lt;br /&gt;ให้มวลชนตัดสินว่าตนสมควรจะได้รับโอกาสหรือไม่ จึงจะได้มาซึ่งอำนาจและใช้อำนาจนั้นได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้อง&lt;br /&gt;ใช้วิธีมืดดำอย่างเผด็จการในการประคองตัว หรือต้องคิดกำจัดคู่แข่งทางการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ผมรู้มาว่ามหาอำมาตย์ไทยจะกำจัดลูกหาบของตนอีกหลายคน&lt;br /&gt;เพราะความดื้อรั้นของตัวเองได้นำบ้านเมืองเข้าสู่ทางตัน จนลูกหาบทั้งหลายเริ่มละล้าละลัง&lt;br /&gt;จะทำงานต่อก็ไม่กล้า จะย้อนไปล้างความผิดที่กระทำมาตลอดช่วงปีที่ผ่านมานี้ก็ทำไม่ได้&lt;br /&gt;จึงเริ่มคิดที่จะโดดเรือหนี เพื่อให้ชีวิตอยู่รอด แต่ก็สายเกินไปทั้งสำหรับลูกน้องและเจ้านาย&lt;br /&gt;คนบางคนจึงต้องถูกทำลายทิ้งเพราะเป็นพิษ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความเนรคุณคือลักษณะประจำของเผด็จการทุกชนิด รวมทั้งไม้ตายซากในเมืองไทยด้วย.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm4.static.flickr.com/3027/2400614675_0acfbf0e1a.jpg"/&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-1487691224347198893?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/1487691224347198893'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/1487691224347198893'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2010/01/blog-post_24.html' title='อำมาตย์เนรคุณ'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://farm4.static.flickr.com/3027/2400614675_0acfbf0e1a_t.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-5703484221162797475</id><published>2010-01-16T06:44:00.000-08:00</published><updated>2010-01-16T06:46:04.627-08:00</updated><title type='text'>ทำไมชาว เฮติ ถึงยากจน ขณะที่ประชาชนถูกซ้ำเติมด้วยแผ่นดินไหว ?</title><content type='html'>&lt;strong&gt;article : ใจ อึ๊งภากรณ์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;January 14, 2010&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมชาว เฮติ ถึงยากจน ขณะที่ประชาชนถูกซ้ำเติมด้วยแผ่นดินไหว ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;คำตอบสั้นๆคือ “จักรวรรดินิยม”&lt;br /&gt;เพราะภายใต้อิทธิพลของจักรวรรดินิยม ชาวเฮติถูกนำมาเป็นทาส &lt;br /&gt;ถูกปล้น ถูกกดขี่โดยเผด็จการ&lt;br /&gt;และเกาะของพวกเขาถูกยึดครอง..โดยทหารสหรัฐสามครั้ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกาะที่เดิมชื่อ Hispaniola ในทะเลแคริเบียนถูกแบ่งระหว่างสเปนกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1697&lt;br /&gt;และภายใต้ระบบทาสในไร่อ้อย เกาะนี้สร้างความร่ำรวยมหาศาลให้กับชนชั้นปกครองยุคกษัตริย์ของฝรั่งเศส&lt;br /&gt;แต่ในปี 1791 ซึ่งตรงกับช่วงการปฏิวัติล้มเจ้าของฝรั่งเศสเอง ทาสทั้งหลายในเฮติได้ลุกฮือกบฏ และสร้างกองทัพเพื่อ&lt;br /&gt;ปลดแอกตนเอง ผู้นำสำคัญของกองทัพทาสคือ Toussaint L’Ouverture และในที่สุด หลังจากการต่อสู้กับกองทัพจาก&lt;br /&gt;อังกฤษและประเทศอื่นที่ต้องการฟื้นฟูระบบทาส ชาวเฮติก็ได้รับชัยชนะ มีการยกเลิกทาส และประกาศให้เป็นประเทศ&lt;br /&gt;อิสระภายใต้การปกครองของอดีตทาส อย่างไรก็ตามในปี 1825 รัฐบาลฝรั่งเศสบังคับให้เฮติจ่าย “ค่าชดเชยสำหรับ&lt;br /&gt;สมบัติของฝรั่งเศสที่เสียไป” ถึง 150 ล้าน ฟรัง ซึ่งมีผลสำคัญที่ทำให้เฮติติดกับดักหนี้สินมาจนถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ในปี 1915 สหรัฐอเมริกาส่งทหารมายึดครองเฮติ และในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;สหรัฐส่งทหารบุกเกาะนี้อีกสองครั้ง ในปี 1957 (ปีที่จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารในไทย)&lt;br /&gt;สหรัฐให้การสนับสนุนกับเผด็จการโหดร้ายของ Papa Doc Duvalier&lt;br /&gt;เพราะสหรัฐมองว่าเป็นแนวร่วมสำคัญในการต่อต้านคอมมิวนิสต์  -&lt;br /&gt;Papa Doc ชอบให้ประชาชนเรียกเขาว่า “พ่อ” และกดขี่ควบคุมประชาชนด้วยกองกำลังอันธพาล&lt;br /&gt;ชื่อ Tonton Macoute หลังจากที่ Papa Doc ตายในปี 1971 ลูกชายที่ทุกคนเรียกว่า&lt;br /&gt;“Baby Doc” ก็สืบทอดอำนาจพร้อมกับได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐต่อไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกอภิสิทธิ์ชนของเฮติในปัจจุบัน ประกอบไปด้วยตระกูลที่ได้ดิบได้ดีในยุคนี้ บวกกับพวกนายทหารชั้นสูงและพ่อค้า&lt;br /&gt;พวกนี้กอบโกยความร่ำรวยในขณะที่ประชาชนยากจน ทุกวันนี้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ในระดับต่ำกว่า 60 บาทต่อวัน&lt;br /&gt;แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีงานทำและรายได้ต่ำกว่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปี 1986 มีการลุกฮือของมวลชนที่สามารถโค่นล้มเผด็จการ Baby Doc นี่คือจุดเริ่มต้นของขบวนการ “Lavalas”&lt;br /&gt;ซึ่งชื่อ Lavalas หมายถึง “น้ำป่าท่วม” หรือ “มวลประชาชน” และเป็นขบวนการของคนยากคนจนที่ต้องเผชิญหน้ากับ&lt;br /&gt;อภิสิทธิ์ชนหรืออำมาตย์ ผู้นำขบวนการนี้เป็นพระศาสนาคริสต์ชื่อ Jean-Bertrad Aristide และในปี 1990 Aristide ชนะ&lt;br /&gt;การเลือกตั้งและขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีด้วยเสียงจากประชาชน 67% คนยากคนจนแฮ่กันไปเลือกเขาเพราะเขาเสนอ&lt;br /&gt;นโยบายปฏิรูปสังคมที่จะกระจายรายได้และสร้างความเป็นธรรม และแน่นอนพวกอำมาตย์เกลียดชังและโกรธแค้นใน&lt;br /&gt;ชัยชนะของ Aristide และทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางการทำงานของรัฐบาล ในที่สุดเพียงหนึ่งปีหลังจากการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;Aristide ถูกรัฐประหารทหารโค่นล้มไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;พวกอำมาตย์ที่ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้รับการสนับสนุนแบบลับๆจาก&lt;u&gt;สหรัฐอเมริกา&lt;/u&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปี 1994 กองทัพได้บุกเข้าไปสังหารคนจนในสลัม&lt;br /&gt;และในที่สุดปัญหาความไม่สงบนี้กลายเป็นข้ออ้างของรัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดี Bill Clinton ที่จะส่งทหารบุก&lt;br /&gt;เฮติเป็นครั้งที่สอง ในช่วงนี้อดีตประธานาธิบดี Aristad ที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ถูกสหรัฐกดดันให้ยอมรับข้อตกลงพิษ&lt;br /&gt;สหรัฐสัญญาว่าจะให้กลับมาดำรงตำแหน่งได้ แต่เงื่อนไขคือ จะต้องใช้นโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมตามคำสั่งของ&lt;br /&gt;ธนาคารโลก และ ไอเอ็มเอฟ นโยบายดังกล่าวระบุว่า ต้องตัดงบประมาณรัฐที่ลดราคาสินค้าจำเป็นให้คนจน ต้องมีการ&lt;br /&gt;ตัดสวัสดิการทุกอย่างและขายรัฐวิสาหกิจให้เอกชน ประชาชนที่ยากจนอยู่แล้วจึงยิ่งยากลำบากมากขึ้น&lt;br /&gt;อดีตประธานาธิบดี Clinton ที่บังคับใช้นโยบายนี้ และผู้ส่งทหารเข้าไปยึดครองเฮติ เป็นผู้ที่ถูกเสนอมาในยุคนี้ว่าจะ&lt;br /&gt;ประสานการแก้ปัญหาจากแผ่นดินไหว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สหรัฐอนุญาตให้ Aristide ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแค่หนึ่งปี และห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งหลังจากนั้น ต้องรออีกห้าปี&lt;br /&gt;พร้อมกันนั้นนโยบายเสรีนิยมที่ถูกนำมาใช้ได้ทำลายขบวนการ Lavalas จนเสื่อมไปจากเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนจนส่วนใหญ่เริ่มหมดกำลังใจ แต่อย่างไรก็ตามในปี 2000 Aristide ลงสมัครและชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังชัยชนะครั้งที่สองของ Aristide พวกอภิสิทธิ์ชนหรืออำมาตย์ก็เปิดศึกจับอาวุธเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;ฝ่ายอำมาตย์ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐและฝรั่งเศส และที่น่าสลดใจคือได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่เรียก&lt;br /&gt;ตัวเองว่า “ประชาสังคม” และองค์กรเอ็นจีโอสากลอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มที่อ้างว่าเป็น “ประชาสังคม” แท้ที่จริงเป็นกลุ่มของนักธุรกิจและนายทุนที่คัดค้านการกระจายรายได้และการปฏิรูปสังคม&lt;br /&gt;ส่วนเอ็นจีโอสากลมีบทบาทในการให้บริการกับประชาชนแทนรัฐบาลที่ไม่มีเงิน เงินทุนของเอ็นจีโอเหล่านี้ได้มาจาก&lt;br /&gt;รัฐบาลสหรัฐและคานาดา และวิถีชีวิตของนักเอ็นจีโอไม่ต่างจากวิถีชีวิตของคนชั้นสูงในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน&lt;br /&gt;ในที่สุดมีการทำรัฐประหารครั้งที่สองเพื่อล้ม Aristide ในปี 2004 (สองปีก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยาในไทย) และพวก&lt;br /&gt;ประชาสังคมและเอ็นจีโอก็สนับสนุนรัฐประหาร (ไม่ต่างจากไทย) อย่างไรก็ตามมีนักเอ็นจีโอรากหญ้าในองค์กรเล็กๆ&lt;br /&gt;บางแห่งที่ใกล้ชิดประชาชนซึ่งเข้าข้าง Lavalas และประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Aristide ถูกขนออกนอกประเทศอีกครั้งในเครื่องบินของสหรัฐ&lt;br /&gt;และรัฐบาลสหรัฐภายใต้ George Bush ก็สั่งให้ทหารยึดครองเฮติเป็นครั้งที่สาม หลังจากนั้นสหรัฐโอนอำนาจทางทหาร&lt;br /&gt;ให้สหประชาชาติ และกองกำลังสหประชาชาติก็ถูกใช้ในการปราบปราบขบวนการ Lavalas&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมประชาชนเกาะเฮติถึงยากลำบากแบบนี้&lt;br /&gt;และเรื่องราวของเฮติมีบทเรียนหลายอย่างเกี่ยวกับ จักรวรรดินิยม นโยบายเสรีนิยม บทบาทสหประชาชาติ และท่าทีของ&lt;br /&gt;เอ็นจีโอกระแสหลักต่อประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โชคดีจังเลยที่ประเทศไทยไม่ได้เหมือนเฮติ เพราะเรามีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข&lt;br /&gt;ซึ่งปกป้องโดยทหาร พันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์ !!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่ม: Peter Hallward (2007) Damming the Flood. Haiti,&lt;br /&gt;Aristide, and the Politics of Containment. Verso, London, New York.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm4.static.flickr.com/3027/2400614675_0acfbf0e1a.jpg"/&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-5703484221162797475?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/5703484221162797475'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/5703484221162797475'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2010/01/blog-post_16.html' title='ทำไมชาว เฮติ ถึงยากจน ขณะที่ประชาชนถูกซ้ำเติมด้วยแผ่นดินไหว ?'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://farm4.static.flickr.com/3027/2400614675_0acfbf0e1a_t.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-7375711068081483242</id><published>2010-01-09T14:06:00.000-08:00</published><updated>2010-01-09T14:30:53.972-08:00</updated><title type='text'>บทความจาก จักรภพ เพ็ญแข</title><content type='html'>บทความ "ดูไบ" จาก คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร”&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 32&lt;br /&gt;article :  &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;จักรภพ เพ็ญแข&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั่งเครื่องบินออกจากนครหลวงพนมเปญแห่งกัมพูชา&lt;br /&gt;พร้อมกับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย ผมก็ไปพักอยู่กับท่านหลายวันที่ดูไบ&lt;br /&gt;และรีบกลับมาก่อนเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ เพราะอยากให้ท่านพักผ่อนอย่างสงบกับครอบครัวโดยไม่มีใครรบกวน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สองท่านที่ไปพร้อมกันคืออดีตประธานรัฐสภา คุณยงยุทธ ติยะไพรัช&lt;br /&gt;และอีกคนที่มีบทบาทสำคัญในภารกิจของเรา แต่ไม่จำเป็นจะต้องขานชื่อกันในขณะนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เรื่องที่ไปฟังและไปบอกท่านมีไม่มาก&lt;br /&gt;วิธีการก็ไม่ได้ประชุมกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ดูตาและดูใจกันเสียมากกว่า&lt;br /&gt;แล้วก็ได้ความสงบทางใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีอะไรทำลายยุทธศาสตร์ได้เท่ากับความคลางแคลงใจ อย่างที่พุทธธรรมเรียกว่า วิจิกิจฉา เมื่อทำให้ข้อนั้นหมด&lt;br /&gt;หรือลดลงไปได้ ก็เท่ากับได้ยุทธศาสตร์ทั้งหมดคืนมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไปหาแม่ทัพขบวนการ ประชาธิปไตยถึงกลางทะเลทราย แต่พบว่าบรรยากาศทางใจเหมือนอยู่ในโอเอซิส&lt;br /&gt;เพราะในที่สุดแล้วชิ้นต่างๆ ของฝ่ายประชาธิปไตยที่เหลื่อมกันไปบ้าง เกยกันอยู่บ้างแต่เดิม บัดนี้กลับเข้าที่หมด&lt;br /&gt;กงล้อแห่งประวัติศาสตร์ที่เคยเคลื่อนอย่างฝืดๆ น่าจะคล่องตัวขึ้นบ้าง อย่างน้อยก็ในส่วนที่พวกเราเกี่ยวข้องอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มิจฉาทิฐิที่เคยมี เช่นว่าประเทศชาติอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีพระประธาน&lt;br /&gt;หรือพระประธานไม่พูดสั่งสอนเสียงดังๆ ได้เหมือนในนวนิยายเรื่อง “ไผ่แดง” (ซึ่งดัดแปลงมาจากนวนิยายอิตาลี &lt;br /&gt;โดยฝีมือของหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของอำมาตย์ไทยยุคนั้นคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) ก็จะพากันฉิบหายหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือเชื่อว่าเขาเป็นคน ดีมีศีลธรรม เพราะเกิดมาเป็นตัวก็มีแต่คนพร่ำใส่หูว่าดีอย่างประเสริฐ เขาก็ย่อมจะเห็นอกเห็นใจ&lt;br /&gt;และเข้าใจเพื่อนร่วมชาติ และอยากเห็นบ้านเมืองสงบระงับจากวิกฤติในที่สุด -- ไปคราวนี้ได้เห็นว่ามิจฉาทิฐิหรือความ&lt;br /&gt;ยึดที่ผิดๆ อย่างนี้สลายลงไปมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมรู้สึกขอบคุณนักฆ่าผู้สูงศักดิ์ ที่สั่งฆ่าและทำลายล้างนายกรัฐมนตรี และขบวนการประชาธิปไตยอย่างเลือดเย็นและ&lt;br /&gt;ต่อเนื่อง จนปลุกคนส่วนใหญ่ให้ตื่นจากความหลับใหลยาวนานหลายสิบปีได้ - เคยอ่าน จากที่ไหนก็จำไม่ได้เสียแล้วว่า&lt;br /&gt;ผืนทะเลทรายมีอานุภาพอันน่าทึ่ง เม็ดทรายน้อยๆ ที่รวมตัวเป็นลมปนทรายและปลิวกระจายไปทั่วตะวันออกกลาง หรือ&lt;br /&gt;ในทะเลทรายโกบี หรือซาฮาร่า สามารถเปลี่ยนสภาพทุกสิ่งทุกอย่างได้หากปลิวปะทะนานพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเมืองไทยเอง ลมทะเลทรายก็คงพัดมาถึง เพราะรูปทองบางอย่างค่อยๆ กร่อนลงเรื่อยทุกวันในอัตราเร่ง&lt;br /&gt;จนเห็นรูปลักษณ์ที่ไม่ใช่ผู้มีธรรมแต่เป็นฆาตกรต่อเนื่อง (serial killer) อยู่ภายใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หัวใจบริสุทธิ์ที่ถูกความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกาะกุมอยู่ ในที่สุดก็ได้รับอิสรภาพด้วยวิถีนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูไบ เป็นหนึ่งในเจ็ดนครรัฐที่รวมเข้าด้วยกันเป็นประเทศเดียว ในรูปแบบสหพันธรัฐ&lt;br /&gt;และเรียกตัวเองว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี แต่ละรัฐมีเจ้าครองแคว้นของตนเอง&lt;br /&gt;รัฐใหญ่ที่สุดคือ อาบูดาบี กลายเป็นเมืองหลวง เจ้าผู้ครองแคว้นอาบูดาบีรั้งตำแหน่งกษัตริย์&lt;br /&gt;หรือสมเด็จพระราชาธิบดีตลอดกาล  รัฐที่ลดหลั่นลงมาเป็นอันดับสองคือ ดูไบ เจ้าผู้ครองแคว้นก็ได้รั้งตำแหน่ง&lt;br /&gt;นายกรัฐมนตรีตลอดกาลเช่นกัน ส่วนอีก 5 นครรัฐที่เหลือคืออัจมัน, ฟูจาร์ราห์, อุมอัล-กูเวน, รัสอัล-ไคมาห์ และซาร์จาห์&lt;br /&gt;ก็พอใจในสมการทางการเมืองแบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจ้ายูเออีเขาคงไม่มีความอิจฉาริษยาเป็นเจ้าเรือน ถึงถือแคว้นถือตระกูลกันมาอย่างไรก็ยังอยู่ในโลกแห่งความจริง ถึงขั้น&lt;br /&gt;วางโครงสร้างการเมืองที่ทำให้คงสภาพร่วมกันได้  ไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวเองจนน้ำหนักของมงกุฎทับจนบี้แบน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าสังเกตว่า นายกทักษิณมีเพื่อนฝูงเป็นกษัตริย์หรือผู้ครองแคว้นทั่วโลก นอกจากบรรดาเจ้าในตะวันออกกลางหลายประเทศ&lt;br /&gt;ก็ยังมีบรูไนดารุสซาลามในอาเซียน สวาซิแลนด์ในแอฟริกา ตองก้าในแปซิฟิคใต้ และพระราชวงศ์อื่นๆ อีกมากมายหลาย&lt;br /&gt;ภูมิภาค   กษัตริย์เหล่านี้ล้วนเป็นประมุขแห่งรัฐที่ ทันสมัยและก้าวหน้า ยอมรับวิถีประชาธิปไตยโดยดุษฎี โดยไม่โดดเข้า&lt;br /&gt;ขวางโอกาสที่ประชาชนของตนจะกลายเป็นมนุษย์อันสมบูรณ์ ส่งผลให้สถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศเหล่านี้ ยืนยงสถาพร&lt;br /&gt;และไม่แสลงต่อโลก ที่ประชาชนรากหญ้าเป็นใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาละโมหะจริตในความเป็นเทพลงเสียบ้าง และสร้างเป้าหมายใหม่ให้กับบ้านเมืองอย่างในกรณีของนครรัฐดูไบ&lt;br /&gt;นั่นคือความเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก (economic hub) จนกลายเป็นจุดสนใจของโลก ทั้งเจ้าทั้งไพร่ต่างได้&lt;br /&gt;รับประโยชน์  ความเป็นเจ้าของเจ็ดผู้ครองแคว้นในยูเออี จึงคงเจิดจรัสท่ามกลางเศรษฐกิจที่พัฒนาไป&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ทุนนิยมก้าวหน้าไม่ได้ขัดแย้งใดๆเลยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ หากมองด้วยทัศนะใหม่และไม่คับแคบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าใครที่ไปอยู่ดูไบอย่างนายกทักษิณ คงจะได้สังเกตเรื่องนี้กันทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาอันยาวนานที่จำต้องพำนักอยู่ที่นั่น&lt;br /&gt;ในที่สุดก็กลายเป็นช่วงเวลาอันมีประโยชน์ต่อนายกทักษิณ อย่างที่อำมาตย์ไทยนึกไม่ถึง&lt;br /&gt;นอกจากได้ทบทวนถึงความใจดำและความเห็นแก่ตัวซ้ำซากแล้ว ยังเป็นเวลาของบทเรียนใหม่ในระดับโลกว่า&lt;br /&gt;สถาบันโบราณ กับ โลกยุคใหม่ อยู่ร่วมกันอย่างผาสุกได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนกระซิบผมว่า ความสมานฉันท์แบบนี้น่าจะเกิดในเมืองไทยได้ง่ายกว่า เพราะผู้ปกครองมีธรรมะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ธรรมะ ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร แห่งวัดป่าอุดมสมพร สกลนคร ยังไม่มรณภาพ&lt;br /&gt;บุคคลสำคัญขนาดหนักของเมืองไทยได้ไปกราบเยี่ยมและสนทนาธรรมกับท่านครั้งหนึ่ง&lt;br /&gt;บุคคลผู้นี้ถามพระอาจารย์ว่า ทำอย่างไรจะให้คนส่วนมากเข้าวัด อาจารย์ฝั้นตอบสวนทันทีว่า “ตัวท่านก็เข้าวัดเสียก่อนสิ!”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นที่ลือลั่นกันว่า ความลึกซึ้งในธรรมตามภาพที่สร้างกันมาเนิ่นนานนั้นอาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เจ้ายูเออี และสุลต่านบรูไนฯเป็นมุสลิม คงจะไม่ได้ยึดพุทธธรรมเป็นหลักแน่&lt;br /&gt;เช่นเดียวกับสมเด็จพระราชินีอังกฤษ ผู้เป็นคริสต์แองกลิกัน และสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นที่ถือชินโต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าแปลกใจที่หลายพระองค์เหล่านี้&lt;br /&gt;กลับถือวิถีพุทธโดยไม่ต้องแสดงองค์เป็นพุทธมามกะ จนบ้านเมืองของเขาร่มเย็นเป็นสุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเริ่มสงสัยว่า พุทธมามกะบางคนที่ออกนอกลู่ทางจนเกือบกู่ไม่กลับแล้วนั้น&lt;br /&gt;เป็นเพราะลุ่มหลงในเรื่องคุณไสยและเดรัจฉานวิชา หรือไม่ก็หลงใหลในตนเอง&lt;br /&gt;อย่างที่เรียกว่า ติดดี จนลืมพุทธธรรมไปแล้วหรือไม่ ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm4.static.flickr.com/3027/2400614675_0acfbf0e1a.jpg"/&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-7375711068081483242?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/7375711068081483242'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/7375711068081483242'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2010/01/blog-post.html' title='บทความจาก จักรภพ เพ็ญแข'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://farm4.static.flickr.com/3027/2400614675_0acfbf0e1a_t.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-8970056916877767329</id><published>2010-01-03T05:44:00.000-08:00</published><updated>2010-01-31T09:42:14.670-08:00</updated><title type='text'>2549 - 2551 ลำดับความขัดแย้ง - แตกแยก - แตกหัก !!</title><content type='html'>article by SIAM Freedom Fight&lt;br /&gt;an excerpt from Red in The Land&lt;br /&gt;&lt;a href="http://siamfreedomfight.blogspot.com/"&gt;&lt;u&gt;go to Records &amp; Documents Section&lt;/u&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 0, 0);font-size:130%;" &gt;&lt;span&gt;รัฐประหาร 2549 เปลี่ยนความขัดแย้งเป็นความแตกแยก&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 0, 0);font-size:130%;" &gt;&lt;span&gt;ตุลาการรัฐประหาร 2551 ขยายความแตกแยกสู่จุดแตกหักที่มิอาจเยียวยา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;สุพจน์ ด่านตระกูล นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางประวัติศาสตร์ในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;เคยกล่าวไว้เมื่อปี พ.ศ. 2549 &lt;u&gt;สรุปความดังนี้ว่า&lt;/u&gt; "การรัฐประหารในอดีตของประเทศไทย&lt;br /&gt;เป็นความขัดแย้งรอง คือเป็นความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นสูง หรือชนชั้นอำนาจ โดยประชาชน&lt;br /&gt;มิได้รู้เห็น มิได้เกี่ยวข้องสนใจ  แต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นเรื่องของความ&lt;br /&gt;ขัดแย้งหลัก คือชนชั้นอำนาจได้แย่งชิงอธิปไตยไปจากปวงชนโดยตรง (หมายถึงการยึด&lt;br /&gt;อำนาจจากรัฐบาลที่มาจากตัวแทนประชาชน..ที่ยังมีประชาชนจำนวนมากมายสนับสนุน)&lt;br /&gt;รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงเป็นความขัดแย้งหลัก -  ความขัดแย้งระหว่างประชาชน&lt;br /&gt;กับชนชั้นที่ผูกขาดอำนาจในสังคมไว้เนิ่นนาน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 เป็นเสมือนการทำลายอุดมการณ์ของ "คณะราษฎร" ลงอย่างเบ็ดเสร็จ&lt;br /&gt;เป็นการกวาดล้างคนสำคัญกลุ่มสุดท้ายของ "การปฏิวัติ  2475" ออกไปจากการเมืองไทย และเป็นจุดเริ่มต้นของ&lt;br /&gt;ระบอบเก่าในรูปแบบใหม่ หรือ "ระบอบอำมาตยาธิปไตย" ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน และระบอบอำมาตยาธิปไตยก็&lt;br /&gt;สามารถกลับเข้าสู่อำนาจอย่างสมบูรณ์เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อรัฐประหาร ในคืนวันที่ 16 กันยายน 2500&lt;br /&gt;ระบอบอำมาตยาธิปไตยเข้าสู่ยุครุ่งเรืองสูงสุด ในสมัยที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2523&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชนชั้นในระบอบอำมาตยาธิปไตย สามารถรักษาอำนาจไว้อย่างมั่นคงและแนบเนียนเสมอมา&lt;br /&gt;ความขัดแย้งใดที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2490 ถึง 2549 ล้วนแต่เป็นความขัดแย้งรอง  เป็นความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นสูง&lt;br /&gt;ความขัดแย้งในหมู่นายพลขุนศึก ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหาร หรือการนองเลือดในกรุงเทพฯ  ซึ่งสามารถยุติอย่าง&lt;br /&gt;ง่ายดายเมื่อมีคนเข้ามาเจรจาไกล่เกลี่ย ต้นเหตุความขัดแย้ง และ / หรือคู่กรณีในความขัดแย้ง ล้วนแต่เป็นคนใน&lt;br /&gt;ชนชั้นปกครอง และยังไม่เคยขยายวงเป็น "ความขัดแย้งหลัก" หรือความขัดแย้งในระดับชนชั้น ที่มีประชาชนเป็น&lt;br /&gt;คู่กรณี (แม้แต่การสู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย..ในอดีต พรรคคอมมิวนิสต์ก็ยังไม่เคยมีฐานมวลชน&lt;br /&gt;มากเพียงพอที่จะทำให้ความขัดแย้งนั้นลงสู่ระดับรากหญ้าของประเทศได้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 0, 0);font-size:130%;" &gt;&lt;span&gt;01&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;ชนชั้นอำมาตย์สร้างความขัดแย้งรองให้เป็นความขัดแย้งหลัก&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การบริหารราชการของนายกรัฐมนตรี ดร. ทักษิณ ชินวัตร ระหว่างปี พ.ศ. 2544 - 2548&lt;br /&gt;มิได้เป็นอุปสรรคต่อการดำรงอยู่ซึ่งอำนาจในระบอบอำมาตยาธิปไตย นโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีทุนนิยม ก็แค่&lt;br /&gt;สร้างความมั่งคั่งให้กับการคลังของประเทศ ซึ่งชนชั้นสูงเองก็ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ดีขึ้นด้วย และการที่&lt;br /&gt;ประชาชนในภูมิภาคสามารถลืมตาอ้าปาก สามารถช่วยตัวเอง และมีชีวิตที่ดีขึ้นจากนโยบายเศรษฐกิจนี้ ก็มิได้&lt;br /&gt;สั่นคลอนอำนาจของอำมาตยาธิปไตยแต่อย่างใด ..นโยบายสวัสดิการสังคม ก็มีเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ดำเนินนโยบายตามที่สัญญาไว้กับประชาชน ตัวของเขาเองก็ไม่เคยท้าทาย&lt;br /&gt;อำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตย ตรงกันข้าม นายกฯ ทักษิณ เป็นคนที่ประนีประนอม..และโอนอ่อนตามระบอบ&lt;br /&gt;อำมาตยาธิปไตยมากที่สุดคนหนึ่ง โดยเฉพาะในแง่มุมทางวัฒนธรรม ยกตัวอย่าง "การจัดระเบียบสังคม" ของ&lt;br /&gt;ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ รัฐมนตรีมหาดไทยขณะนั้น แม้มีเจตนาที่ดีงาม มีเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม&lt;br /&gt;แต่ทว่า ถ้อยคำ - ทัศนะคติ - วิธีการ ล้วนเป็นกระบวนคิดอำมาตยาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นคือ..ยัดเยียดค่านิยมทางวัฒนธรรม - ศีลธรรมของตนเอง แล้วบังคับใช้ด้วยอำนาจ&lt;br /&gt;ผลที่ได้เบื้องต้นคือความสงบเรียบร้อยของสังคม แต่สิ่งที่ปลูกฝังให้สังคมคือ "อำนาจ" สามารถบังคับให้ได้มาซึ่ง&lt;br /&gt;ทุกสิ่งที่ผู้มีอำนาจต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้น นายกฯทักษิณ ยังปล่อยให้ "ผู้นิยมระบอบอำมาตยาธิปไตย" เข้าไปดำเนินนโยบาย&lt;br /&gt;ใน&lt;u&gt;กระทรวงวัฒนธรรม&lt;/u&gt;อย่างเต็มที่ เรียกได้ว่า ไม่มีการคานอำนาจจากผู้คนที่มีแนวคิดเสรีนิยมหรือแนวคิดแตกต่าง&lt;br /&gt;อาจเป็นเพราะนายกฯทักษิณกำลังเน้นไปที่ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ&lt;br /&gt;และเห็นว่ากระทรวงวัฒนธรรมไม่ใช่กระทรวงเศรษฐกิจ เป็นกระทรวงเล็ก..&lt;br /&gt;จึงอาจมองข้ามไปได้ว่า "วัฒนธรรมคืออาวุธ" แม้แต่สหรัฐอเมริกาในช่วงต้นสงครามเย็น ก็ยังก่อตั้งหน่วยงานใต้ดิน&lt;br /&gt;ทางวัฒนธรรมขึ้นมา ดำเนินการโดย CIA เพื่อใช้ศิลปะวัฒนธรรมเป็นอาวุธต่อต้านการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ -&lt;br /&gt;ซึ่งอำมาตยาไทยบางส่วน..จะเข้าใจเรื่องราวในมิติเช่นนี้ดี..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระทรวงวัฒนธรรมเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งฝ่ายอำมาตย์ก็มีส่วนร่วมร่างอยู่เกือบทั้งหมด พวกเขาจึงส่งคน&lt;br /&gt;ของตนเองเข้าไปเต็มกระทรวงวัฒนธรรม ก่อตั้งหน่วยงานพิศดารเช่น "ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม" แค่ชื่อก็บ่งบอก&lt;br /&gt;ถึงลัทธิอำนาจนิยม เผด็จการในทุกรูปแบบ แต่เวลานั้น..ไม่มีใครออกมาคัดค้าน ที่ค้านก็ไม่มีคนฟัง เพราะทุกคนคิด&lt;br /&gt;ว่าเป็นเรื่องดีงาม เพราะทุกคนก็อยู่ในกรอบแนวคิดอำมาตยาธิปไตยด้วยกันทั้งนั้น - แล้วการเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม&lt;br /&gt;คืออะไร ?? มันคือการเฝ้าดูให้แน่ใจ..ว่าทุกคนจะเป็นไปในกรอบคิดอนุรักษ์นิยม ไม่ต่างจากการ"จัดระเบียบสังคม"&lt;br /&gt;นอกจากนั้น กฎหมายเซ็นเซ่อร์ภาพยนตร์ฉบับแรกจากกระทรวงวัฒนธรรม ยังถือได้ว่าเป็นกฎหมายพิศดาร ที่เป็น&lt;br /&gt;ต้นแบบของรัฐธรรมนูญ 2550 - ต้นแบบวิธีการใช้กฎหมายหลังรัฐประหารของ คตส. ปปช. และอีกสารพัดองค์กรอิสระ&lt;br /&gt;นั่นคือ &lt;u&gt;กฎหมายที่ให้อำนาจหน่วยงานมากเกินไป ให้อำนาจตีความแบบครอบจักรวาล ทำแล้วก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อ&lt;br /&gt;ผลใดๆที่ตามมา นึกจะเปลี่ยนกติกาใหม่ตอนไหนก็ได้&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อนายกฯทักษิณ&lt;strong&gt;ได้รับคำสั่ง&lt;/strong&gt;ให้จัดการปัญหายาเสพติด เขาก็รับไปปฏิบัติอย่างรวดเร็วทันใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อย และแสดงให้เห็นว่า ดร. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบ&lt;br /&gt;และชนชั้นอำมาตยาธิปไตย ..เขาทำงานรับใช้ชนชั้นในระบอบนี้อย่างแข็งขัน ไม่ต่างไปจากนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span&gt;ข้อแตกต่าง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span&gt;มี&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span&gt;เพียงแค่..นายกฯทักษิณทำงานรับใช้ประชาชนไปด้วยในเวลาเดียวกัน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และประชาชนผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย หรือ ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่มีความเป็นปฏิปักษ์ต่ออำมาตยาธิปไตย&lt;br /&gt;แถมยังเป็นประชาชนที่รู้จักเพียงคำว่า "เห็นควรด้วย" เห็นดีงามไปกับค่านิยมอำมาตยาธิปไตยเสียทุกเรื่องทุกประเด็น&lt;br /&gt;มาถึงจุดนี้ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่ระบอบอำมาตยาธิปไตยต้องเผชิญกับ"ความขัดแย้งหลัก"ในอนาคตอันใกล้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความแตกต่างของนายกฯทักษิณ คือเขาไม่รับคำสั่งจากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong style="font-weight: bold;"&gt;นอกจากนั้น ดร.ทักษิณ ชินวัตร ยังต้องการรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน&lt;br /&gt;การจะทำนโยบายให้ได้ผลรวดเร็ว จำเป็นต้องปฏิรูปเปลี่ยนแปลงระบบราชการหลายต่อหลายอย่าง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และโดยส่วนตัว เขาเป็นคนอ่านหนังสือมาก ..รู้มากพอๆกับนักวิชาการในมหาวิทยาลัยไทย ปัญหาหลายอย่างใน&lt;br /&gt;ระบบการศึกษาไทย เป็นเรื่องที่คนในสายงานต่างวิพากษ์วิจารณ์กันมานานพอสมควร โดยเฉพาะ "คุณภาพการ&lt;br /&gt;ศึกษาของมหาวิทยาลัยไทย" ที่ยังเป็นเรื่อง "น่าสงสัย" ..งานวิจัยที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน อาจารย์มหาวิทยาลัยไทย&lt;br /&gt;จำนวนไม่น้อยที่&lt;u&gt;เด็กเกินไป&lt;/u&gt; ประสบการณ์ในแขนงวิชาน้อยเกินไป ..และอีกมากมาย  แต่เมื่อนายกฯทักษิณพูดถึง&lt;br /&gt;ปัญหาเหล่านี้ในที่สาธารณะ สิ่งที่ตามมาคือความโกรธอาฆาตแค้นของนักวิชาการไทยจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะใน&lt;br /&gt;มหาวิทยาลัยศักดินาทั้งหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ความหมั่นไส้ โกรธแค้น อิจฉาริษยาในเรื่องส่วนตัว&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;บวกกับ ความกลัว ของกลุ่มอำนาจบางกลุ่ม ที่มองว่านายกฯคนนี้ กำลังเป็นที่โปรดปรานของชนชั้นสูงบางคน และ&lt;br /&gt;อาจส่งผลให้นายกฯทักษิณก้าวขึ้นมามีอำนาจวาสนาในฐานะ "ผู้มีบารมี" แทนที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ก็เป็นได้&lt;br /&gt;ดังนั้น ขบวนการโค่นทักษิณ จึงก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาถึงตรงนี้ก็ยังเป็นเพียง "ความขัดแย้งรอง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การโจมตีนายกฯทักษิณ ชินวัตรตลอดสี่ปีของการเป็นรัฐบาล..ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรเลย&lt;br /&gt;เพราะประชาชนจำนวนมากชื่นชมผลงานของรัฐบาล ประชาชนเริ่มมีความหวังกับอนาคตของตน ดังนั้น การเลือกตั้ง&lt;br /&gt;ในปี พ.ศ. 2548 พรรคไทยรักไทยจึงได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นอีก 127 ที่นั่ง เป็น 375 ที่นั่งจากทั้งหมด 500 ที่นั่ง เท่ากับว่า&lt;br /&gt;พรรคไทยรักไทยครองเสียงข้างมากในรัฐสภา..แบบเบ็ดเสร็จพรรคเดียว เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรากฏการณ์เช่นนี้ยิ่งสร้างความตื่นตระหนกต่อชนชั้นอำมาตย์ พวกเขาจึงเร่งระดมสรรพกำลังทุกรูปแบบ ในการโค่น&lt;br /&gt;นายกฯทักษิณ ชนชั้นอำมาตย์สร้างแนวร่วมกับพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง โฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อมวลชนกระแสหลัก&lt;br /&gt;ที่ผูกขาดโดยนายทุนไม่กี่กลุ่ม (เมื่อย้อนดูแหล่งที่มาของเงิน + อิทธิพล จะเห็นว่าสื่อไทย คือนายทุนไม่กี่คน) และ&lt;br /&gt;ในครั้งนี้..ชนชั้นอำมาตย์มีแนวร่วมสื่อมวลชนเพิ่มขึ้นอีก คือ สนธิ ลิ้มทองกุล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความโอนอ่อนต่อชนชั้นอำมาตย์ ทำให้นายกฯทักษิณยอมยุบสภา ทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็น.. และต้องมาเผชิญ&lt;br /&gt;หมากกลง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เช่นการไม่ยอมลงเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ การใช้กระบวนการศาลทำให้การ&lt;br /&gt;เลือกตั้งเป็นโมฆะด้วยเหตุผลไม่เป็นสาระ แถมยังยอมเว้นวรรคทางการเมือง..โดยลาพักจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;ซึ่งเพียงเท่านี้ก็น่าจะพอสมควรแก่เหตุ แต่ฝ่ายอำมาตย์ยังคงรุกไล่ ตามบี้อย่างไม่จบสิ้น .. สื่อมวลชนกระแสหลัก&lt;br /&gt;ซึ่งรับใช้กลุ่มทุนอำมาตย์ (ทุนนิยมสามานย์) ยังคงโหมกระพือให้ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คะแนนเสียงเดิมของพรรคไทยรักไทย&lt;br /&gt;โดยเฉลี่ยจะอยู่ระหว่าง 14 - 16 ล้านคะแนน บวกลบไปตามสถานการณ์การเลือกตั้ง&lt;br /&gt;&lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2548"&gt;ผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2548&lt;/a&gt; พรรคไทยรักไทย ได้คะแนนรวม 14,077,711 คะแนน คิดเป็น 56.4% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง&lt;br /&gt;ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนรวมคิดเป็น 16.1% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง&lt;br /&gt;พรรคไทยรักไทยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งสัดส่วนและแบ่งเขต 375 คน จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง ยังไม่นับรวม&lt;br /&gt;สมาชิกวุฒิสภาที่ไม่สามารถสังกัดพรรค แต่มีใจฝักใฝ่พรรคไทยรักไทยอีกจำนวนหนึ่ง (ซึ่งอาจเกือบครึ่งวุฒิสภา)&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;ด้วยคะแนนนิยม หรือคะแนนเสียงมากมายเช่นนี้&lt;br /&gt;ย่อมบ่งบอกถึงฐานมวลชนของพรรค ที่มีมากที่สุดในประเทศ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; ..&lt;br /&gt;มากที่สุดในประวัติศาสตร์ การที่คนจะเทคะแนนให้ใครมากขนาดนี้ พรรคนั้น หรือตัวบุคคลในพรรคนั้นจะต้องทำ&lt;br /&gt;อะไรไว้เป็นที่ถูกใจประชาชนมากพอสมควร - นี่น่าจะเป็นสามัญสำนึกทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แต่นี่คือสิ่งที่ชนชั้นอำมาตย์คิด..&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;การที่พรรคไทยรักไทยได้คะแนนมากมายเช่นนี้ เพราะมีเงินซื้อเสียง (คือมองว่าประชาชนโง่เง่า และซื้อได้)&lt;br /&gt;มองว่าการมีรัฐบาลเข้มแข็ง มีเสียงเบ็ดเสร็จในสภาเป็น "เผด็จการรัฐสภา" อาจฟังดูโง่เง่ากับตรรกะเช่นนี้ แต่อำมาตย์&lt;br /&gt;และชนชั้นปฏิกิริยาในกรุงเทพสามารถคิดและเชื่อเช่นนี้จริงๆ ดังปรากฏอยู่ตามข้อเขียนในสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์และงาน&lt;br /&gt;วิชาการทั่วไปที่ผลิตออกมาตลอดช่วงเวลานั้น  เป็นหลักฐานยืนยันว่าพวกเขาคิดและเชื่อเช่นนั้นจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเมื่อชนชั้นอำมาตย์ - ปฏิกิริยาชนชั้นกลางกรุงเทพฯ ออกมาไล่ชี้หน้าใครต่อใครว่า&lt;br /&gt;"นายกฯทักษิณและพรรคไทยรักไทยใช้วิธีซื้อเสียง" ชนชั้นอำมาตย์อาจต้องการผล..เพียงแค่ทำลายชื่อเสียงของ&lt;br /&gt;พรรคไทยรักไทย และอาจมองข้ามไปว่า คำพูดเช่นนั้น ได้ก่อให้เกิดความเป็นปฏิปักษ์กับ "ประชาชนไม่ต่ำกว่า 14&lt;br /&gt;ล้านคนที่เลือกพรรคไทยรักไทย" - นี่เป็นการสะสมคะแนนความโกรธแค้นเบื้องต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ชนชั้นอำมาตย์จะเข้าใจสิ่งนี้หรือไม่ ( ? )&lt;br /&gt;เพราะในระบอบอำมาตยาธิปไตย นับแต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สถาปนาระบอบอำมาตยาธิปไตยยุคใหม่ขึ้นมา&lt;br /&gt;(ด้วยการรัฐประหาร ช่วงชิงอำนาจมาจากระบอบเผด็จการทหาร fascism) การก่นด่านักการเมืองเป็นวาทกรรมของ&lt;br /&gt;พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง วาทกรรมนี้ช่วยให้พวกเขาดูเหมือนผู้มีจิตสำนึกทางการเมือง ..ส่วนนักการเมืองในระบอบ&lt;br /&gt;เผด็จการอำมาตยาธิปไตยนั้น "ไม่มีตัวตน" เป็นแค่ "นักเลือกตั้ง" ในเทศกาล "ปาหี่ประชาธิปไตย" และนักการเมือง&lt;br /&gt;หรือนักเลือกตั้งเหล่านี้ มีบทบาทน้อยมากในการกำหนดทิศทางประเทศ เพราะทุกอย่างถูกกำหนดมาจากข้างบน แม้&lt;br /&gt;แต่นายกรัฐมนตรีก็ต้องเป็นคนที่ชนชั้นสูงส่งมาให้ นายกรัฐมนตรีที่ไม่เข้าตา หรือทำงานไม่ถูกใจชนชั้นสูง..ก็จะ&lt;br /&gt;ถูกเขี่ยออกไปในเวลารวดเร็ว นายกรัฐมนตรีที่ถูกใจชนชั้นสูง..แต่ไม่เคยมีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ก็ยังสามารถอยู่ได้&lt;br /&gt;และได้รับการเยินยอจากสื่อมวลชนกระแสหลัก (ที่ผูกขาดโดยชนชั้นสูงไม่กี่คน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายกรัฐมนตรีที่ถูกชนชั้นสูงที่เขี่ยทิ้ง แล้วยังไม่ยอมลาออก ..ก็จะถูกรัฐประหาร -&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong style="font-weight: normal;"&gt;แต่ทว่า "บทบาทนักเลือกตั้ง" เปลี่ยนไปหลังจาก 4 ปีของพรรคไทยรักไทย&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ในการเลือกตั้งครั้งแรก พรรคไทยรักไทยอาจชนะมาด้วยเหตุหลากหลายประการ คือชนชั้นกลางส่วนหนึ่งอาจเบื่อ&lt;br /&gt;พรรคประชาธิปัตย์ อยากลองของใหม่คือทักษิณ ชินวัตร อีกส่วนหนึ่งคือการรวมก๊กเหล่าทางการเมืองเข้าไว้ใต้ชายคา&lt;br /&gt;เดียวกัน (อันเป็นผลงานของเสนาะ เทียนทอง ในการรวมก๊กต่างๆ) - แต่นั่นก็เป็นการเลือกตั้งในครั้งแรกของพรรค ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อเมื่อปี 2548 นโยบายหลายอย่างเป็นรูปธรรม มีความสำเร็จพึงพอใจเกิดขึ้นในหมู่ประชาชน สิ่งเหล่านี้คือ "ความหวัง"&lt;br /&gt;ของผู้คนใต้สังคมอำมาตย์ ที่ถูกกดขี่มานาน ยกตัวอย่างเช่น ประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค หมายถึงประชาชน&lt;br /&gt;ซื้อบริการสุขภาพ..ด้วยราคาถูกแค่ 30 บาท แต่ก็เป็น "การซื้อ" &lt;u&gt;ไม่ใช่&lt;/u&gt; "การร้องขอ" และโรงพยาบาลต้องให้บริการอย่าง&lt;br /&gt;เท่าเทียม เป็นหน้าที่..ไม่ใช่ทำด้วยเวทนา หรือเป็นบุญคุณ - นี่คือ "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" ที่ประชาชนต้องการจาก&lt;br /&gt;นโยบายเหล่านี้ และรัฐบาลไทยรักไทยก็สามารถทำให้ได้จริง ดังนั้น การเลือกตั้ง ปี 2548 จึงเป็นการแสดงประชามติของ&lt;br /&gt;ประชาชน ที่ต้องการสานต่อความหวังและอนาคตของพวกเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;วาทกรรมก่นด่านักการเมืองหลังจากปี 2548 จึงไม่ใช่การด่านักการเมืองที่ไม่มีตัวตน&lt;br /&gt;แต่เป็นการด่า..ที่เจาะจงไปยัง &lt;u&gt;ประชาชน&lt;/u&gt; ผู้เลือกนักการเมืองเหล่านั้นขึ้นมา นี่คือสิ่งที่&lt;br /&gt;ชนชั้นอำมาตย์ และปฏิกิริยาชนชั้นกลางกรุงเทพฯตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลง (อย่างฉับพลัน)&lt;br /&gt;ของสังคมภายนอก และสิ่งเหล่านี้เริ่มสร้างรอยปริร้าวขึ้นทีละเล็กละน้อย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นชนชั้นอำมาตย์ยังสร้าง กลุ่มพันธมิตรฯขึ้นมาเพื่อโค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทย สนับสนุนด้วยบทความ&lt;br /&gt;ข้อเขียน ศิลปะ วิชาการจากพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ เป็นการตอกย้ำว่า สิทธิพลเมืองของประชากร 16.1%&lt;br /&gt;นั้นยิ่งใหญ่และเหนือกว่าสิทธิของประชาชน 56.4% - สิ่งเหล่านี้ช่วยขยายรอยแยกในสังคมให้รุนแรงมากขึ้น และที่&lt;br /&gt;ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เมื่อกลุ่มพันธมิตรฯไม่สามารถโค่นรัฐบาลลงได้ ก็ต้องใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจ เรียกว่าเป็นการ&lt;br /&gt;หักดิบ ..และเป็นจุดแตกหักที่ไม่อาจเยียวยาได้อีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ความมุ่งมั่นของชนชั้นอำมาตยาธิปไตยที่จะกำจัดนายกฯทักษิณ..&lt;br /&gt;เป็นเพียงความขัดแย้งรอง คือความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นสูงด้วยกันเอง&lt;br /&gt;แต่ทว่า รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้เปลี่ยนความขัดแย้งรอง ให้กลายเป็นความหลัก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้น ระหว่างระบอบการปกครอง ระหว่างอำมาตยาธิปไตยกับประชาธิปไตย&lt;br /&gt;เป็นความขัดแย้งที่ "ประชาชน" กลายมาเป็นคู่กรณีโดยตรงกับชนชั้นอำมาตย์และพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 0, 0);font-size:130%;" &gt;&lt;span&gt;02&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;พ.ศ. 2549 - 2550 ชนชั้นอำมาตย์ยิ่งรุกไล่ ความแตกแยกยิ่งขยายวง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากการัฐประหาร 19 กันยายน 2549&lt;br /&gt;ฝ่ืายอำมาตยาธิปไตยสามารถยึดครองการใช้อำนาจรัฐ และอำนาจสื่อมวลชนได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ก็ยัง&lt;br /&gt;ไม่สามารถบริหารราชการอย่างราบรื่น เรียกกันว่า "ยึดเมืองได้แต่ปกครองไม่ได้" ชนชั้นอำมาตย์ตั้งสมมุติฐาน&lt;br /&gt;ไว้ว่า หากกำจัด ดร.ทักษิณ ชินวัตร ไปแล้ว พวกตนก็จะกลับมามีอำนาจเต็มได้ดังเดิม เหมือนครั้งที่เคยกำจัด&lt;br /&gt;รัฐบาลของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ หรือเมื่อครั้งที่กวาดล้างผู้สนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ทว่ารัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มิได้เป็นอย่างที่ชนชั้นอำมาตย์คาดคิดไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เรียกปรากฏการณ์ "อารยะขัดขืน" นี้ว่า "คลื่นใต้น้ำ"&lt;br /&gt;นั่นคือ คณะรัฐประหาร (คมช.) รู้ว่ามีการต่อต้าน มีประชาชนไม่ให้ความร่วมมือกับพวกเขาเป็นจำนวนมาก แต่ไม่รู้ว่า&lt;br /&gt;ประชาชนที่ต่อต้านพวกเขามีหน้าตาอย่างไร เป็นใคร และอยู่ที่ไหนกันบ้าง การแทรกซึมเข้าไปในองค์กรที่ต่อต้าน&lt;br /&gt;การรัฐประหาร ก็เป็นแค่การแทรกซึมเข้าสู่องค์กรเล็กๆ และไม่สามารถโยงใยไปสู่การจับกุมองค์กรที่ใหญ่กว่านั้น ครั้น&lt;br /&gt;จะตามจับปลาเล็กปลาน้อย ก็เกรงว่าจะทำให้ปลาใหญ่ไหวตัวทัน..แล้วหลบหนีไปเสียก่อน ครั้นเมื่อแทรกซึมนานวัน&lt;br /&gt;ก็ยิ่งพบว่าปลาเล็กปลาน้อยมีอยู่มากมาย จะจับก็ง่ายดาย..แต่คงไม่มีวันหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และที่สำคัญคือพวกเขาไม่เคยเจอปลาใหญ่ที่จินตนาการไว้เลย -&lt;br /&gt;บทสรุปง่ายๆของชนชั้นอำมาตย์ (และพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางกรุงเทพ) จึงชี้ไปที่ ดร. ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นต้นเหตุ&lt;br /&gt;เป็นหัวเรือใหญ่ เป็นปลาใหญ่ เป็นปัญหาของทุกอย่างในชีวิตชนชั้นอำมาตย์.. ดังนั้น การตามล่าตามล้าง ตามรังควาน&lt;br /&gt;อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร จึงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น ยกระดับความอำมหิตมากขึ้นอย่างไม่สนใจกฎกติกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งเป็นเรื่องตลกหักมุมในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะช่วงเวลานั้น ดร.ทักษิณได้ถอดใจ แพ้หมดรูปไปตั้งแต่วินาที&lt;br /&gt;ที่เขาตัดสินใจ "ไม่ยอมตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น" ทั้งที่มีเสียงสนับสนุนจากนานาประเทศมากเพียงพอ มีประชาชนในประเทศ&lt;br /&gt;ที่พร้อมจะลุกขึ้นสู้อีกนับล้าน มีกองทหารที่รอฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ต่อสู้กับคณะรัฐประหาร - แต่การเลือกที่จะ&lt;br /&gt;ไม่ต่อสู้ ไม่ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น .. ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม .. เท่ากับว่าดร.ทักษิณประกาศยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข..&lt;br /&gt;แน่นอนว่า ยังมีเรื่องราวความรักความผูกพันที่ ดร. ทักษิณมีต่อผู้บงการรัฐประหารครั้งนี้ แต่นั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง -&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;จุดหักเหสำคัญ..อยู่ที่ประชาชนยังไม่ยอมแพ้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประชาชนยังไม่ยอมแพ้ และทำการต่อต้านในรูปแบบต่างๆ ด้วยสันติวิธี ปราศจากความรุนแรง (เพราะไม่มีอาวุธ)&lt;br /&gt;เป็นการอารยะขัดขืนที่ประชาชนคิดและปฏิบัติกันเอง..โดยมิได้นัดหมาย แต่บังเอิญว่าพวกเขาคิดคล้ายๆกัน..เป็น&lt;br /&gt;จำนวนมาก เป็นสัดส่วนเกือบทั้งหมดของภาคเหนือ ภาคอีสาน และอีกเกือบครึ่งหนึ่งของประกรในกรุงเทพ จึงเกิดสื่งที่&lt;br /&gt;พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินเรียกว่า "คลื่นใต้น้ำ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้นั้น ประชาชนต้องมีสำนึกทางการเมือง&lt;br /&gt;ประชาชนต้องรู้ว่าตนเองต้องการอะไร และกำลังได้อะไรที่ตนเองไม่ต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือสิ่งที่ชนชั้นในระบอบอำมาตยาธิปไตยไม่เข้าใจ ชนชั้นอำมาตยาธิปไตยมองประชาชนเป็นไพร่ทาส ทั้งๆที่ระบบไพร่&lt;br /&gt;ถูกยกเลิกไปกว่าร้อยปี..ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว แต่เมื่อชนชั้นอำมาตยาธิปไตยมองคนเป็นไพร่ พวกเขาจึงไม่เคยคิด&lt;br /&gt;ว่า ประชาชนจะสามารถลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยตนเอง ..และเป็นเพราะชนชั้นอำมาตย์มองประชาชนเป็นไพร่ทาสในลักษณะนี้&lt;br /&gt;ชนชั้นอำมาตย์จึงไม่เข้าใจว่า "นโยบายประชานิยม" ของรัฐบาลทักษิณจะนำไปสู่อะไร ..หรือประชาชนเหล่านี้กำลังต่อสู้&lt;br /&gt;เพื่ออะไร (ทั้งที่ภายหลังก็รู้ว่าสู้กับใคร) การประเมินสถานการณ์ของชนชั้นอำมาตย์จึงผิดพลาดมาตลอดปี 2549 - 2550&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มักจะมีคำกล่าวในทำนองว่า..&lt;br /&gt;"ดูเหมือน สิทธิพลเมือง ในความคิดของชนชั้นอำมาตย์ จะครอบคลุมแค่พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในกรุงเทพ และ/หรือ&lt;br /&gt;ชนชั้นกลางในต่างจังหวัดที่ปรารถนาจะเป็นเช่นคนกรุงเทพ แม้แต่ชนชั้นต่ำที่ภักดีต่อระบอบอำมาตยาธิปไตยก็ยังไม่ได้&lt;br /&gt;รับสิทธิพลเมืองทางสังคมเช่นนี้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ชนชั้นอำมาตย์ยังมองความขัดแย้งนี้เป็นความขัดแย้งรอง&lt;br /&gt;คือเป็นเรื่องระหว่างกลุ่มอำนาจของพวกตน..ต่อสู้กับกลุ่มอำนาจของทักษิณ ชินวัตร&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ชนช้นอำมาตย์จึงพยายามมองหา "ท่อน้ำเลี้ยง" มองหา "องค์กรหลัก" หรือ ปลาตัวใหญ่ ..&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ด้วยคิดว่า ถ้ากำจัดสิ่งที่ว่าไปได้ ทุกอย่างก็จะจบลงอย่างสมบูรณ์..ด้วยดี แต่ชนชั้นอำมาตย์ก็ไม่เคยค้นพบและทำลาย&lt;br /&gt;สิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้นได้เลย นั่นเป็นเพราะ ตั้งแต่ กันยายน 2549 มาจนถึงมิถุนายน 2550 ไม่เคยมีปลาตัวใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงแล้ว "คลื่นใต้น้ำ" หรืออารยะขัดขืนด้วยสันติวิธี..ของประชาชนที่อยู่กระจัดกระจายทั่วประเทศนั้น ย่อม&lt;br /&gt;ไม่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนอะไรแก่คณะรัฐประหารได้เลย ไม่สามารถเป็นพลังปะทะกับระบอบอำมาตยาธิปไตยได้&lt;br /&gt;แม้แต่น้อยนิด ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชนส่วนใหญ่ในปี 2549 - 2551 ยังไม่รู้จักคำว่า อำมาตยาธิปไตย เสียด้วยซ้ำ (!!)&lt;br /&gt;ทั้งๆที่ถูกครอบงำด้วยกระบวนคิดอำมาตยาธิปไตยกันมาตลอดชีวิต..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เป็นเพราะ&lt;br /&gt;อาการฟาดงวงฟาดงาอาละวาดของชนชั้นอำมาตยาธิปไตยนี่เอง.. ที่สร้างขบวนการต่อต้านขึ้นมา&lt;br /&gt;และแน่นอน ชนชั้นอำมาตย์ยังมองว่า "ทักษิณสู้" จึงยิ่งรุกไล่ ..รุกไล่คนที่ถอดใจยอมแพ้ไปนานแล้ว&lt;br /&gt;แต่กลับปล่อยให้ "ประชาาชน..ที่ยังไม่ยอมแพ้" มีโอกาสขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชนชั้นอำมาตย์มองหาปลาใหญ่ จึงมองไปที่"พรรคไทยรักไทย" นี่ก็เป็นข้อผิดพลาดของชนชั้นอำมาตย์&lt;br /&gt;เป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงทีเดียว เพราะพรรคไทยรักไทย มิได้มีพลังอะไรหลงเหลือ ทั้งนักการเมืองหลายต่อ&lt;br /&gt;หลายกลุ่มในพรรคก็เป็นพวกทรยศ เป็นไส้ศึกให้อำมาตย์ตั้งแต่ต้น .. หัวหน้าพรรคคนเก่าคือทักษิณ ชินวัตรก็ได้&lt;br /&gt;ถอดใจลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคไปตั้งแต่ต้นเช่นกัน ..จาตุรนต์ ฉายแสง รักษาการหัวหน้าพรรคก็ทำได้&lt;br /&gt;เพียงแค่ท่าทีและความมุ่งมั่นที่จะรักษาสภาพของพรรคเอาไว้เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พรรคไทยรักไทยจึงไม่ใช่ขุมกำลังที่เป็นอันตรายกับคณะรัฐประหาร หรือระบอบอำมาตยาธิปไตยในขณะนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริง การก่อรัฐประหารคือการปล้น&lt;br /&gt;ดังนั้น หากคณะรัฐประหารจะประกาศยุบพรรคการเมืองทุกพรรคในประเทศ..ตั้งแต่คืนที่ปล้นสำเร็จก็สามารถทำได้&lt;br /&gt;และโจรรัฐประหารคณะอื่นๆในอดีต ก็เคยทำเช่นนี้มาแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ทว่าชนชั้นอำมาตย์ในปี 2549 ปนเปื้อนไปด้วย "พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางกรุงเทพ" ที่เพิ่งเข้าสู่ระบอบอำมาตย์&lt;br /&gt;ได้ไม่นาน ชนชั้นอำมาตย์ใน พ.ศ. นี้จึงพกพา "จริตคนกรุงเทพ" หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า "ตอแหล - ดัดจริต"&lt;br /&gt;และความตอแหล ดัดจริตนี้เอง ผู้บงการคณะรัฐประหารจึงละเว้นการยุบพรรคการเมืองต่างๆไว้ เพื่อนำขึ้นเวทีเชือด&lt;br /&gt;ด้วยคณะตุลาการ เพื่อให้ดูเหมือนเป็นการกระทำที่ถูกต้องชอบธรรม คือพรรคไทยรักไทยจะถูกยุบด้วยกระบวนการ&lt;br /&gt;ทางกฎหมาย..มิใช่โดยคณะรัฐประหาร ซึ่งเป็นตรรกะที่ซับซ้อนอย่างไม่มีสาระเท่าใดนัก เป็นการเล่นปาหี่กันเองใน&lt;br /&gt;หมู่คณะ เป็นโฆษณาชวนเชื่อให้กับกลุ่มประชากรของตนเอง..ที่มีความเชื่อเช่นนั้นอยู่เดิมแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;การนำคดียุบพรรคไทยรักไทย และ พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นสู่กระบวนพิจารณาในปี 255&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;0&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;แทนที่จะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่การรัฐประหาร กลับส่งผลให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างยิ่งขึ้น สาเหตุคือ..&lt;br /&gt;เมื่อมีการออกกฎหมายใหม่ แล้วนำมาใช้ย้อนหลัง..เพื่อให้เป็นโทษแก่ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งผิดหลักกฎหมายในโลกสากล&lt;br /&gt;และผิดหลักกฎหมายไทย แต่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ก็บอกว่าทำได้ (ตรงนี้ ควรอ่าน&lt;br /&gt;เพิ่มเติมเกี่ยวกับข้ออ้างของตุลาการรัฐธรรมนูญ เรื่องการพิจารณาคดีแพ่ง คดีอาญา ซึ่งจะไม่นำมาขยายความ ณ ที่นี้&lt;br /&gt;เนื่องจากมีรายละเอียดมาก และเป็นข้ออ้างที่สับสน ฟังไม่ขึ้น และไม่มีใครใช้ข้ออ้างพิศดารเช่นนี้มาก่อน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในคดีเดียวกัน พยาน ซึ่งให้การขัดแย้ง..กลับไปกลับมา ย่อมไม่สามารถรับฟังได้ ไม่สามารถเชื่อถือได้&lt;br /&gt;แต่ในกรณีคดียุบพรรคไทยรักไทย พยานโจทก์กลับคำให้การ และยังร้องว่าตนถูกบังคับให้กล่าวโทษจำเลย ซึ่งโดย&lt;br /&gt;ทั่วไปแล้วศาลต้องยกฟ้องทันที แต่กรณีนี้ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร เลือกที่จะเชื่อ&lt;br /&gt;เฉพาะข้อความที่ให้ร้ายแก่พรรคไทยรักไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักฐานในคดียุบพรรคไทยรักไทย เป็นภาพถ่ายบางส่วนจากวิดีโอวงจรปิด ซึ่งมิได้บอกเล่าเรื่องราวใดๆ และเป็น&lt;br /&gt;เพียงการ "คาดเดา" ของผู้กล่าวหาเท่านั้น ว่าคนนั้นมาพบกับคนนี้ด้วยสาเหตุนี้ (???) ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นเพียงภาพของ&lt;br /&gt;คนที่เดินผ่านกันเท่านั้น แต่ทว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ก็เลือกที่จะเชื่อหลักฐานแบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน การพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารชุด&lt;br /&gt;เดียวกันนี้ ..กลับมีอีกมาตราฐานหนึ่ง - ซึ่งประชาชนจำนวนมาก ทั้งที่รู้กฎหมายและไม่รู้กฎหมาย ต่างมองว่าเป็นสิ่ง&lt;br /&gt;ที่ "ไม่ยุติธรรม" มองเห็นว่าเป็น "การใช้อำนาจกลั่นแกล้งฝ่ายหนึ่ง แล้วเอื้อประโยชน์ให้อีกฝ่ายหนึ่ง" ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใช้อำนาจกลั่นแกล้งอย่างไร้ความยุติธรรมนั้น เป็นเสมือนเชื้อเพลิงที่จุดอารมณ์โกรธแค้นให้ผู้คนในทุกวัฒนธรรม&lt;br /&gt;ได้อย่างร้ายกาจ รุนแรง และคาดเดาไม่ได้ ..แต่ชนชั้นอำมาตย์ และปฏิกิริยาชนชั้นกลางในกรุงเทพ ก็เลือกที่จะเล่น&lt;br /&gt;กับเชื้อเพลิงอันตรายเช่นนี้..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong style="font-weight: bold;"&gt;พรรคไทยรักไทยถูกตุลาการคณะรัฐประหารยุบเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;วันนั้นไม่มีการจลาจลวุ่นวายใดๆเกิดขึ้น ผู้คนที่ไปให้กำลังใจพรรคไทยรักไทยก็ไปกันอย่างสงบ&lt;br /&gt;กลุ่มต่อต้านรัฐประหารหลายๆกลุ่มที่ยึดครองสนามหลวงอยู่ขณะนั้น ก็มิได้เคลื่อนไหวก่อเหตุใดๆ กลุ่ม PTV ก็มิได้&lt;br /&gt;เคลื่อนไหวอะไร ซ้ำยังย้ำเตือนให้ประชาชนอยู่ในความสงบ.. อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์เหล่านี้..คือลางบอกถึง&lt;br /&gt;ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความสงบในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 มิได้หมายถึงการยอมจำนน&lt;br /&gt;แต่ความสงบของคืนวันนั้น คือพลังที่คาดเดาไม่ได้ของมวลมหาประชาชนที่สะสมและเพิ่มทวีคูณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงเวลาสั้นๆ ชนชั้นอำมาตย์อาจวางใจว่าการโค่นกลุ่มอำนาจของ ดร.ทักษิณ ชินวัตรน่าจะจบลงได้ เพราะพรรค&lt;br /&gt;ไทยรักไทยถูกยุบแล้ว ถูกตัดสิทธิทางการเมืองรวดเดียว 111 คน แล้วยังมีคดีประหลาดๆที่ คตส. เตรียมปั้นแต่งให้&lt;br /&gt;เป็นโทษแก่นายกฯทักษิณอีกเป็นจำนวนมาก (แต่ที่สุดก็สามารถส่งฟ้องได้แค่คดีเดียว)  ส่วนการชุมนุมต่อต้านของ&lt;br /&gt;ประชาชนนั้น ชนชั้นอำมาตย์มองว่าเป็นแค่ "ม๊อบรับจ้าง" น่าจะหมดแรงไปในเวลาไม่นาน  เนื่องจากชนชั้นอำมาตย์&lt;br /&gt;ได้กำจัดปลาใหญ่ กำจัดท่อนน้ำเลี้ยงไปแล้ว ดังนั้น เหล่าชนชั้นสูงจึงอาจจะคิดว่า ร่างรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจของ&lt;br /&gt;ชนชั้นตนเองขึ้นมา จัดปาหี่เลือกตั้ง..เพื่อให้ดูคล้ายสังคมประชาธิปไตย จากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็จะขึ้นเป็นรัฐบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่า..ทุกอย่างที่กล่าวมาไม่เคยเกิดขึ้นได้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใช้อำนาจกลั่นแกล้ง ความอยุติธรรม สองมาตราฐาน ก่อให้เกิดความไม่พอใจขึ้นอย่างมากมายในหมู่ประชาชน&lt;br /&gt;ผู้คนที่เคยทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่างออกมาร่วมชุมนุม แสดงความรู้สึกต่อต้านมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;"ความขัดแย้งรอง" ได้กลายเป็น "ความขัดแย้งหลัก" อย่างสมบูรณ์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;และเพิ่มอัตราความเข้มข้น ร้าวลึกมากขึ้นทุกขณะ ยิ่งสื่อมวลชนกระแสหลักพยายามบิดเบือนข่าว โกหกตอแหลมาก&lt;br /&gt;ขึ้นเท่าใด ความโกรธแค้นและจำนวนผู้คนที่เข้ามาร่วมกับ นปก. ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งชนชั้นอำมาตย์รุกไล่ดร.ทักษิณ&lt;br /&gt;มากแค่ไหน จำนวนผู้คนในภูมิภาคยิ่งแสดงความสงสารเห็นใจดร.ทักษิณเป็นเท่าทวีคูณ -&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาถึงจุดนี้ คำว่า "อำมาตยาธิปไตย" กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนรู้จักกันมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การชุมนุมทางการเมืองนั้น ไม่ใช่การนั่งฟังบรรยายในห้องเรียน การปราศรัยบนเวทีเป็นแค่กิจกรรมหนึ่ง เป็นเพียงยอด&lt;br /&gt;ของภูเขาน้ำแข็ง กิจกรรมความเคลื่อนไหวแท้จริงอยู่บนสนาม อยู่ระหว่างประชาชนผู้มาร่วมชุมนุมด้วยกันเอง พวกเขา&lt;br /&gt;แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร สร้างเครือข่ายของตนเอง และขับเคลื่อนเป็นกลุ่มย่อยๆตามทางถนัด&lt;br /&gt;การชุมนุมต่อเนื่องเป็นเวลากว่าสองเดือนครึ่งของ นปก. ได้หล่อหลอมความคิดประชาชนจำนวนมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งไปกว่านั้น การชุมนุมของ นปก. เป็นการชุมนุมที่ถูกขัดขวางจากภาครัฐในทุกวิถีทาง&lt;br /&gt;ถูกบิดเบือนเรื่องราวจากสื่อมวลชนกระแสหลัก ถูกเยาะเย้ยถากถางจากพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ&lt;br /&gt;สิ่งเหล่านี้ยิ่งสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในกลุ่มประชาชน พวกเขาสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย&lt;br /&gt;ในช่วงเวลาครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา พวกเขาสามารถมองเห็นสิ่งที่ชนชั้นอำมาตย์กระทำกับผู้คน .. สิ่งเหล่านี้ ผู้คนส่วนใหญ่&lt;br /&gt;ไม่เคยสนใจมาก่อน หรือมองเห็นแต่ไม่เคยฉุกคิด ..กระทั่งเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มาถึงยุบพรรคไทยรักไทย&lt;br /&gt;ปรากฏการณ์ที่ทำให้คนตาสว่างขึ้นมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพียงแค่เดือนแรกของการชุมนุมในนาม นปก. (มิถุนายน 2550) เนื้อหาของการต่อต้านรัฐประหารก็เริ่มเปลี่ยนไป&lt;br /&gt;เริ่มมีพูดถึงการ "โค่นระบอบอำมาตยาธิปไตย" กันมากขึ้น นี่คือความคิดของประชาชนผู้มาร่วมชุมนุมที่ท้องสนามหลวง&lt;br /&gt;และยิ่งแนวคิดโค่นอำมาตยาธิปไตยแพร่กระจายออกไป แบบปากต่อปาก จำนวนชนชั้นกลางในกรุงเทพก็ยิ่งเข้ามาร่วม&lt;br /&gt;มากขึ้น - เริ่มเป็นขบวนการประชาชนที่ขยายวงออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มมีการตั้งคำถามว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษนั้น ประเทศไทยเคยมีประชาธิปไตยที่แท้จริงบ้างหรือไม่&lt;br /&gt;เริ่มมีการพูดถึงการสถาปนา รัฐประชาธิปไตยที่แท้จริง และควรมีรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน&lt;br /&gt;นี่คือแนวความคิดที่ขยายวงกันเองในหมู่ประชาชน ผู้มาร่วมชุมนุมที่สนามหลวงในช่วงกลางปี 2550&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ความขัดแย้งหลัก" เกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพ ทั้งในภูมิภาค เหนือ อีสาน&lt;br /&gt;ในขณะที่ชนชั้นอำมาตย์ยังมองว่านี่เป็นแค่"ความขัดแย้งรอง" ที่พวกเขายังคงจำเป็นต้องรุกไล่ดร.ทักษิณ ชินวัตร&lt;br /&gt;ชนชั้นอำมาตย์ยังมองว่ามวลชน นปก. เป็นแค่"ม๊อบรับจ้าง"ของ ดร.ทักษิณ และน่าจะอ่อนแรงไปเอง ..&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;การที่ชนชั้นอำมาตย์มีวิธีคิดเช่นนี้ กลับกลายผลดีต่อมวลชนฝ่ายประชาธิปไตย&lt;br /&gt;เพราะทำให้มวลชนมีเวลาหล่อหลอมความคิดให้กันและกัน มีเวลาสะสมกำลังทรัพย์&lt;br /&gt;กำลังคน และอื่นๆ ..ในขณะที่ชนชั้นอำมาตย์ยังคงวิ่งไล่เงาของทักษิณ ชินวัตร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 0, 0);font-size:130%;" &gt;03&lt;br /&gt;การเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 ภายใต้รัฐธรรมนูญอำมาตยาธิปไตย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าชนชั้นอำมาตย์จะระดมสรรพกำลังทุกชนิดที่มี จนสามารถทำให้ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านการประชามติ&lt;br /&gt;แต่ก็เป็นชัยชนะที่น่าสงสัย ซ้ำยังแสดงให้เห็นภาพของความขัดแย้งที่เด่นชัดในสังคม เป็นภาพที่แสดงให้เห็นว่านี่คือ&lt;br /&gt;"ความขัดแย้งหลัก" ไม่ใช่"ความขัดแย้งรอง"  ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ด้วยเปอร์เซ็นต์ที่สูงลิ่ว&lt;br /&gt;ขณะที่ภาคใต้ - กรุงเทพฯแสดง"ความเห็นชอบต่อระบอบอำมาตยาธิปไตย"อย่างสูงสุดเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การลงประชามติ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ชนชั้นอำมาตย์ได้ใช้สื่อมวลชนกระแสหลักทุกชนิด ทั้งโทรทัศน์ วิทยุและ&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์ รวมไปถึงนิตยสารที่ไม่เกี่ยวข้องการเมือง ในการโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนตอบรับร่างรัฐธรรมนูญของ&lt;br /&gt;อำมาตยาธิปไตย มีการใช้สื่อมวลชนกระแสรอง เช่นวิทยุชุมชน อินเตอร์เนต ใบปลิวแผ่นพับ เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกันนี้&lt;br /&gt;มีการใช้กลไกของรัฐทุกหน่วยงาน ใช้กำลังพลของกองทัพ และสารพัดวิธีการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกทั้งยังกีดกันไม่ให้ "ผู้คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ 50" ได้มีโอกาสแสดงความเห็นของตน&lt;br /&gt;ในภาคเหนือ อีสาน..ทุกพื้นที่ที่ นปก. จะเข้าไปตั้งเวทีเพื่อแสดงข้อมูล - ความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญอำมาตย์ฉบับนี้&lt;br /&gt;ทุกพื้นที่จะมีการขัดขวางจากหน่วยงานราชการอย่างเต็มกำลัง มีการใช้กำลังพลของกองทัพไปข่มขู่คุกคามประชาชน การ&lt;br /&gt;จัดเวลาให้"ผู้คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ 50"ได้มีโอกาสชี้แจงมุมมองของตนตามรายการโทรทัศน์ ก็เป็นไปอย่างน้อยนิด เป็น&lt;br /&gt;แค่ไม้ประดับไม่กี่นาที เพียงเพื่อให้ดูเหมือนว่า..อำมาตย์ได้เปิดโอกาสให้แล้ว..ก็เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span&gt;ระหว่างประชามติ หลายจังหวัดในภาคเหนือ ภาคอีสานยังคงอยู่ภายใต้กฎอัยการศึ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ก&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่แล้ว..ผลประชามติก็ออกมาตามที่เห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งขณะนั้น 45,092,955 คน -&lt;br /&gt;ออกมาใช้สิทธิ์เพียง 25,978,954 คน หรือคิดเป็น 57.61%&lt;br /&gt;และในจำนวนนี้ มีผู้เห็นชอบจำนวน 14,727,306 คน หรือ 57.81%&lt;br /&gt;ขณะที่มีผู้ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถึง 10,747,441 คน หรือ 42.19%&lt;br /&gt;และยังมีบัตรเสียถึง 504,207 ใบ  &lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2550"&gt;(ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย)&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านประชามติ (อย่างเฉียดฉิว) และจะต้องประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญในเวลาอันใกล้&lt;br /&gt;เท่ากับว่าชนชั้นอำมาตย์ได้ผูกมัดตนเองเข้าสู่ "การเลือกตั้ง" ในเร็ววันเช่นกัน เมื่อดูคะแนนเสียงประชามติในพื้นที่&lt;br /&gt;ต่างๆแล้ว ฝ่ายประชาธิปไตยก็มีความมั่นใจมากขึ้น เพราะหลังจากการรัฐประหาร การยุบพรรคไทยรักไทย การ&lt;br /&gt;รุกไล่ดร.ทักษิณ ชินวัตรอย่างรุนแรง การบิดเบือนข่าวให้ร้ายแก่ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย การโฆษณาชวนเชื่อ&lt;br /&gt;ที่ใช้สื่อมวลชนทุกแขนง การปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร ..ทั้งหมดนี้ยังไม่สามารถสั่นคลอนฐานเสียงของพรรคไทยรักไทย&lt;br /&gt;ได้มากนัก โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสาน -&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พรรคไทยรักไทย..ซึ่งแปลงร่างมาสู่ "พรรคพลังประชาชน" จึงมั่นใจว่าสามารถเอาชนะการเลือกตั้งได้แน่นอน&lt;br /&gt;หรือถ้าจะแพ้ (ในกรณีที่ถูกโกงอย่างถล่มทลาย) ก็คงไม่แพ้มากมาย น่าจะเป็นพรรคที่มีคะแนนเป็นอันดับสอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คืนวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ไม่กี่ชั่วโมงหลังปิดหีบลงคะแนน&lt;br /&gt;นปก. ประกาศยุติการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง เพื่อเตรียมปรับองค์กรสนับสนุนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น และยกระดับ&lt;br /&gt;การต่อสู้ทางการเมืองไปสู่ระดับชาติ มีแผนการขยายสาขาไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ และพวกเขามั่นใจว่าการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;มิใช่จุดจบของปัญหา แต่เป็นการต่อสู้ยกใหม่ ถึงแม้ว่าชนะการเลือกตั้ง..ได้เป็นรัฐบาล ปัญหาก็ยังไม่อาจยุติลงได้&lt;br /&gt;นปก. จึงต้องดำรงอยู่เพื่อรับกับสถานการณ์ที่มิอาจคาดเดาในอนาคต ขณะนั้น พวกเขามักใช้คำว่า ต่อต้านเผด็จการ&lt;br /&gt;ต่อต่านรัฐประหารทุกรูปแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในหมู่ประชาชนหลายต่อหลายกลุ่มบนท้องสนามหลวง จะพูดถึงการโค่นระบอบอำมาตยาธิปไตยให้สิ้นซาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คืนวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ..สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หนึ่งในแกนนำ นปก.รุ่นสอง ประกาศสลายการชุมนุม&lt;br /&gt;ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้าน ไปเตรียมเครือข่ายเพื่อนพ้องของตน เตรียมช่องทางสื่อสาร และเตรียมความพร้อมใน&lt;br /&gt;การต่อสู้ยกต่อไป ..ผู้ชุมนุม นปก. จำนวนมากหันมาเป็นผู้สนับสนุน"พรรคพลังประชาชน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ" (นปก.)&lt;br /&gt;United Front of Democracy Against Dictatorship (UDD)&lt;br /&gt;เปลี่ยนชื่อมาเป็น "แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.)&lt;br /&gt;National United Front of Democracy Against Dictatorship (NUDD)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงหลังประชามติ และ ช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2550 นปก. / นปช. ลดบทบาทในที่สาธารณะ แกนนำบางส่วน&lt;br /&gt;ถูกส่งเข้าสังกัดพรรคพลังประชาชน เพื่อเป็นตัวแทนเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ..ประชาชนผู้ร่วมชุมนุม เปลี่ยนบทบาท&lt;br /&gt;กลายเป็นสมาชิกพรรค และเป็นสมาชิกพรรคที่มีปากเสียงได้ตลอดเวลาเสียด้วย ส่วนหนึ่ง คงเป็นผลจากการที่&lt;br /&gt;พวกเขาเคยต่อสู้ภาคสนามติดต่อ - ร่วมกันมาเป็นเวลาหลายเดือน เคยแม้กระทั่งเจ็บตัวร่วมกัน (จากการที่ตำรวจ&lt;br /&gt;สลายการชุมนุมหน้าบ้านสี่เสา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2550) ประสบการณ์เหล่านี้ น่าจะดึงดูดผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;กลุ่ม สส. กรุงเทพ (ส่วนมากคือกลุ่มของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์)  ที่เคยยิ่งใหญ่ในพรรคไทยรักไทยก็กลับมา&lt;br /&gt;แสดงบาบาทสำคัญอีกครั้งใน"พรรคพลังประชาชน" ซึ่งเป็นบ้านหลังใหม่ อย่างไรก็ตาม การเมืองหลังจากนี้ แตกต่าง&lt;br /&gt;ไปจากเดิม.. เมื่อกลุ่ม สส.กรุงเทพ(เก่า)เหล่านี้ แสดงอาการตั้งแง่ รังเกียจตัวแทนของ นปก. ที่ถูกส่งเข้าไปในพรรค&lt;br /&gt;ทันใดนั้น ก็เกิดเสียงก่นด่าจากประชาชน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนพรรค เป็นสมาชิกพรรค และเป็น นปก. ในกรุงเทพ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมาชิกพรรค..หรือมวลชน นปก. มองกลุ่มสส.เก่ากรุงเทพเหล่านี้ว่า ในยามถูกรัฐประหารก็หดหัว ในยามประชาชน&lt;br /&gt;ออกมาต้านรัฐประหารที่สนามหลวง สส.เหล่านี้ก็ไม่เคยมาร่วม นอกจากไม่ร่วมแล้วยังออกแนวคัดค้าน หาทางสมสู่&lt;br /&gt;กับชนชั้นอำมาตย์อยู่เนืองๆ ซ้ำร้าย..เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง พวกขี้ขลาดตาขาวเหล่านี้ยังออกมาพูด&lt;br /&gt;ทำนองว่า ไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับ นปก. เพราะมีภาพพจน์รุนแรง ไม่ต้องใจคนกรุงเทพฯ - แน่นอนว่า นี่คือแนวคิด&lt;br /&gt;ตอแหลดัดจริตของพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง ที่พูดตามสื่อกระแสหลัก..ซึ่งรับใช้อำมาตยาธิปไตย และเมื่อเป็นเช่นนี้&lt;br /&gt;กลุ่ม สส.เก่ากรุงเทพเหล่านี้ จึงเป็นคนในระบอบอำมาตยาธิปไตยมากกว่า ดังนั้น จึงไม่ควรมีสิทธิลงเลือกตั้งในนาม&lt;br /&gt;พรรคพลังประชาชน ควรไปอยู่พรรคประชาธิปัตย์  -  นี่เป็นความคิดหนึ่งของมวลชนผู้สนับสนุนพรรคพลังประชาชน&lt;br /&gt;แน่นอนว่า สมาชิกพรรคพลังประชาชนไม่ได้เป็น นปก. ทั้งหมด แต่ นปก. ก็มีอยู่มากในพรรค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นปรากฎการณ์ที่..ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในพรรคการเมืองของตน เป็นการเมืองภาคประชาชนจริงๆก็ว่าได้&lt;br /&gt;และการเมืองภาคประชาชนนั้น การประนีประนอม หรือถนอมน้ำใจ..เป็นเรื่องยาก ประชาชนด่าด้วยคำสั้นๆ รุนแรง&lt;br /&gt;และด่าซ้ำๆ เรียงหน้าผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาไม่รู้จบสิ้น เวลาสองเดือนครึ่ง..บนท้องสนามหลวง ได้เปลี่ยนวัฒนธรรม&lt;br /&gt;การเมืองของไทยไปพอสมควรทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ทางฝ่ายชนชั้นอำมาตย์ก็เตรียมการรับศึกเลือกตั้งไว้หลายซับหลายซ้อ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-size:130%;" &gt;น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ชนชั้นอำมาตย์มี"พรรคประชาธิปัตย์"เป็นพรรคการเมืองหลัก แล้วยังสร้าง"พรรคเพื่อแผ่นดิน"เป็นพรรคสำรอง ใช้&lt;br /&gt;ในการดึงคะแนนเสียงจากภาคอีสาน ซึ่งเป็นฐานเดิมของพรรคไทยรักไทย ในพรรคเพื่อแผ่นดินนี้ ดำเนินการโดย&lt;br /&gt;คนเก่าแก่จากพรรคไทยรักไทย ที่เคยเป็นไส้ศึกให้อำมาตย์..ในการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือคนที่ย้ายขั้ว&lt;br /&gt;ไปอยู่กับอำมาตย์หลังรัฐประหาร เรียกว่าเป็นแหล่งรวมคนที่ทรยศหักหลัง ดร. ทักษิณ ชินวัตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชนชั้นอำมาตย์มีรัฐธรรมนูญที่เอื้อประโยชน์ให้ตนเองอย่างเต็มที่&lt;br /&gt;ชนชั้นอำมาตย์มีองค์การอิสระ ที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร คมช. (ซึ่งอำมาตย์ก็บงการ คมช.อีกทีหนึ่ง)&lt;br /&gt;ชนชั้นอำมาตย์มีกองทัพไทยเป็นกำลังสนับสนุน..ในการเลือกตั้ง ดังจะเห็นได้จากเอกสารลับ คมช. ที่หลุดออกมาสู่&lt;br /&gt;สาธารณะ เช่น &lt;u&gt;หนังสือเลขที่ คมช.0003.5/480 ลงวันที่ 14 กันยายน 2550&lt;/u&gt; ซึ่งมีคำสั่งให้ทำลายพรรคพลังประชาชน&lt;br /&gt;ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะด้วยการใส่ร้ายป้ายสี สร้างข่าวลือ และสารพัดความชั่วร้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้นยังมี &lt;u&gt;หนังสือเลขที่ คมช.0002 /1492 ลงวันที่ 26 กันยายน 2550&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;เกี่ยวกับการลงคะแนนเลือกตั้ง หนังสือดังกล่าวได้ชี้แจงถึงการลงประชามติที่ผ่านมา เหตุที่พ่ายแพ้ หรือชนะบางพื้นที่&lt;br /&gt;ในหนังสือได้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่าง ทหาร - กลุ่มพันธมิตรฯ - ชนชั้นอำมาตย์ ตอนหนึ่งในเอกสารระบุ&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;"๒.๒.๒ พื้นที่ ทภ.๓ ปัจจัยที่สนับสนุนที่สำคัญต่อการเห็นชอบ ได้แก่&lt;br /&gt;การรณรงค์ของวิทยากร มท. กลุ่มพันธมิตร และการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วยังมี เอกสาร "ลับมาก" ออกจากส่วนราชการ ยก.ทบ. (กองนโยบายและแผน)&lt;br /&gt;เลขที่หนังสือ กห0403/512 วันที่ 26 กันยายน 2550 เรื่อง สรุปการบรรยายพิเศษและการประชุมมอบโอวาทของ&lt;br /&gt;ผบ.ทบ. ให้กับ ผบ.หน่วยระดับกองพันขึ้นไป โดย พล.ต.อักษรา เกิดผล จก.ยก.ทบ. ทำถึง ผบ.ทบ. เพื่อขออนุญาต&lt;br /&gt;นำคำบรรยายของผบ.ทบ. แจกจ่ายแก่นขต.ทบ. เพื่อนำไปยึดถือเป็นกรอบในการดำเนินการ และนำไปสู่การปฏิบัติ&lt;br /&gt;ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน - เนื้อหาออกแนวล้างสมอง ใส่ร้ายป้ายสี และนำสถาบันกษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2550&lt;br /&gt;คณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ (กบว.)&lt;br /&gt;สั่งห้ามมิให้มีการเผยแพร่โฆษณาพรรคพลังประชาชนทางโทรทัศน์&lt;br /&gt;ขณะที่ยินยอมให้พรรคการเมืองอื่นๆกระทำได้ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันที่ 22 ตุลาคม 2550 นพ.ชาญชัย ศิลปอวยชัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ ถูกคนร้ายลอบสังหาร&lt;br /&gt;หลังจากที่เขาหันมาสนับสนุนพรรคพลังประชาชน และมีแนวโน้มว่าอาจจะได้รับการเลือกตั้ง เนื่องจากมีเสียง&lt;br /&gt;สนับสนุนอยู่เป็นจำนวนมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างการเลือกตั้งล่วงหน้า 16 ธันวาคม 2550&lt;br /&gt;มีการเผาบัตรเลือกตั้ง  2,500 ใบ ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่ง กกต.อธิบายว่าเจ้าหน้าที่"เข้าใจผิด" (???)&lt;br /&gt;โดยบอกว่าบัตร  2,500 ใบที่ถูกเผานั้นเป็นบัตรเก่าที่ใช้ในการลงประชามติ (???)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้ใช้สิทธิลงคะแนนล่วงหน้าเป็นจำนวนมากผิดปกติ วิธีการเก็บหีบบัตรเลือกตั้ง วิธีการนับ&lt;br /&gt;คะแนน ก็เป็นขั้นตอนที่ประชาชนไม่สามารถเข้าไปสอดส่องดูแลได้ ผิดจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาในอดีต..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;การระดมสรรพกำลังอย่างมโหฬารของชนชั้นอำมาตย์..มิได้สูญเปล่า&lt;br /&gt;พวกเขาสามารถทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกมาถึง 165 ที่นั่ง (แบ่งเขต 132 คน สัดส่วน 33 คน)&lt;br /&gt;ขณะที่พรรคสำรองอย่าง พรรคเพื่อแผ่นดิน ชนชั้นอำมาตย์สามารถพาเข้ามาได้เพียง 24 ที่นั่งเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม..&lt;br /&gt;ปัญหาใหญ่ของชนชั้นอำมาตย์ อยู่ที่พรรคพลังประชาชน ที่ได้มาทั้งหมด 233 ที่นั้ง (แบ่งเขต 199 สัดส่วน 34)&lt;br /&gt;กลายเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากในสภา แม้จะไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้&lt;br /&gt;แต่ทว่าตัวเลขก้ำกึ่งเช่นนี้ ทำให้พรรคอื่นๆ..ก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เช่นกัน  หากไม่มีพรรคพลังประชาชน&lt;br /&gt;เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องหักมุมที่น่าขบขัน พรรคการเมืองสำรองของชนชั้นอำมาตย์ เช่น พรรคเพื่อแผ่นดิน หรือพรรคแยกย่อยเช่น&lt;br /&gt;พรรคมัชฌิมาธิปไตย ..เมื่อลงพื้นที่หาเสียงในภาคอีสานก็ยังต้องแอบอ้างชื่อ ดร. ทักษิณ ชินวัตร ในการขอ&lt;br /&gt;คะแนนเสียงจากประชาชน สรุปแล้ว ทั้งรัฐประหาร ทั้งเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เขียนกฎกติกาใหม่เพื่อใช้เป็น&lt;br /&gt;ประโยชน์แก่ฝ่ายตน..ชนชั้นอำมาตย์ ..รุกไล่ ดร.ทักษิณในทุกวิถีทาง แต่พอลงสนามเลือกตั้ง ก็ยังอุตส่าห์&lt;br /&gt;เอาชื่อทักษิณมาแอบอ้าง - จนต้องมีการประกาศชี้แจงกันบ่อยๆว่า "ทักษิณของแท้คือพรรคพลังประชาชน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พรรคพลังประชาชน เป็นพรรคเสียงข้างมากอันดับหนึ่ง แต่ไม่มากพอที่จะตั้งรัฐบาลพรรคเดียว&lt;br /&gt;พรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนเป็นอันดับสอง และมีเสียงน้อยเกินไป แม้จะรวมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ก็ยังไม่พอ&lt;br /&gt;ที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมั่นคง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝ่ายชนชั้นอำมาตย์อาจมีเล่ห์กล ที่จะอาศัยพรรคแยกย่อยต่างๆ พรรคที่มีเสียงไม่มาก..กระจัดกระจายกันไป&lt;br /&gt;แต่เมื่อเข้ามารวมกันในสภาแล้ว ก็พอมีกำลังสนับสนุนชี้ขาดชัยชนะให้ฝ่ายตนเองได้ เป็นยุทธวิธีที่เรียกกันว่า&lt;br /&gt;"แยกกันเดิน รวมกันตี" - อย่างไรก็ตาม แนวร่วมของทักษิณ ชินวัตร ก็เข้าใจวิธีการเช่นนี้ และพวกเขายังเป็น&lt;br /&gt;แนวร่วมตามธรรมชาติอยู่เดิม โดยเฉพาะ สส. ในเขตเลือตั้งที่ประชาชนยังนิยมชมชอบ ดร. ทักษิณ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเป็นเช่นนี้ ในปี 2550 โอกาสที่ พรรคประชาธิปัตย์ จะรวมพรรคแยกย่อยต่างๆจัดตั้งรัฐบาล จึงเป็นไปไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;พรรคพลังประชาชน จึงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;วันที่ 29 มกราคม 2551 ..ปีที่ 63 ในรัชกาลปัจจุบันมีพระบรมราชโองการ&lt;br /&gt;โปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ..&lt;br /&gt;โดยมีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน ตัวแทนจาก นปก. จักรภพ เพ็ญแข รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ&lt;br /&gt;จตุพร พรหมพันธุ์ เป็น สส. กรุงเทพมหานคร (แบบสัดส่วน) ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ เป็นรองโฆษกรัฐบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บุคคลเหล่านี้ ถือเป็นตัวแทนประชาชนผู้ร่วมอุดมการณ์ นปก. เพื่อเข้าไปต่อสู้ เป็นปากเสียงในรัฐบาล&lt;br /&gt;การต่อสู้ที่มีประชาชนเข้ามาร่วม เข้ามามีบทบาทสำคัญ ทำให้วัฒนธรรมการเมืองเปลี่ยนไป เพราะประชาชนใน&lt;br /&gt;ปี พ.ศ.นี้ "จะไม่ตีงูให้กากิน" ..ประชาชนจะไม่ปล่อยให้ "คนที่ไม่เคยออกมาร่วมต่อสู้ ฉกฉวยโอกาสเข้าไปมี&lt;br /&gt;อำนาจวาสนาเพียงฝ่ายเดียว" พวกอ้างความเป็นกลาง..เพื่อจะไม่ต้องลงมือทำอะไร ก็คือ "กาฝาก" และพวก&lt;br /&gt;ชนชั้นกาฝาก หรือ ชนชั้นปรสิต ควรจะต้องถูกกำจัด หรือต้องถูกลดบทบาทลงไปจากสังคมไทยในอนาคต..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 0, 0);font-size:130%;" &gt;&lt;span&gt;04&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;ชนชั้น และระบอบอำมาตยาธิปไตย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ทำให้ชนชั้นอำมาตย์&lt;u&gt;บางส่วน&lt;/u&gt;เริ่มรู้สึกว่า ความขัดแย้งครั้งนี้ได้กลาย&lt;br /&gt;สภาพจากความขัดแย้งรอง ไปเป็นความขัดแย้งหลักเสียแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เขาเป็นบุคคลหนึ่งที่ร่วมประชุมที่บ้านของ ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา ในการวางแผนโค่นล้ม ดร.ทักษิณ ชินวัตร&lt;br /&gt;(ตามคำบอกเล่าของ พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี) และระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯกำลังชุนุมขับไล่รัฐบาลทักษิณในปี 2549&lt;br /&gt;พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (ตามคำบอกเล่าของสนธิ ลิ้มทองกุล) ได้โทรศัพท์ไปให้กำลังใจ ให้นายสนธิอดทน และ&lt;br /&gt;เมื่อเสร็จงานแล้ว เขาจะให้สถานีโทรทัศน์หนึ่งช่องเป็นรางวัล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากรัฐประหาร 19 กันยาเสร็จสิ้น -  พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช / หัวหน้าคณะรัฐประหาร ได้กล่าวว่า&lt;br /&gt;ตนเอง (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน) มีหน้าที่แค่ยึดอำนาจ และต้องคืนอำนาจให้ (ผู้อยู่เบื้องหลัง) ภายในสิบวัน&lt;br /&gt;ดังนั้น หากสิ่งที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กล่าวเป็นความจริง ก็เท่ากับว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ล้วนถูก&lt;br /&gt;บงการ..และขับเคลื่อนโดยชนชั้นอำมาตย์ หรือกลุ่มคณะที่ประชุมกันที่บ้าน ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นที่รู้กันว่าพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ คือผู้มีอำนาจอันดับสองรองจาก เปรม ติณสูลานนท์&lt;br /&gt;แต่ในทางปฏิบัติ หลายคนเชื่อว่ากิจกรรมอำนาจในช่วงหลังนี้ อยู่ในมือของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เกือบทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากบทสัมภาษณ์ของ พล.อ.วัฒนชัย ฉายเหมือนวงศ์&lt;br /&gt;ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ แทปลอย (ประมาณปลายปี 2550 ตรวจสอบวันที่แน่นอนอีกครั้ง)&lt;br /&gt;พล.อ.วัฒนชัย ฉายเหมือนวงศ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นเพื่อนสนิทแต่วัยเยาว์ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์&lt;br /&gt;และยังคงทำงานใกล้ชิด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เสมอมา ..ดังนั้น ความคิดบางอย่างของพล อ. วัฒนชัย จึงพอที่จะ&lt;br /&gt;ทำให้มองเห็นบางมุมมองของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้บ้าง..(แต่มิได้หมายความว่าสิ่งที่คนหนึ่งพูดจะต้องเป็นสิ่ง&lt;br /&gt;ที่อีกคนหนึ่งคิด ไม่ใช่เช่นนั้น - แต่เป็นแค่ภาพสะท้อนบางอย่าง ในบางมุมมองเท่านั้น) ในบทสัมภาษณ์นั้น เขากล่าว&lt;br /&gt;ถึง "ความจำเป็นที่จะต้องถอย เพื่อปรับเปลี่ยนแผน" โดยยกตัวอย่างจากการลงประชามติ "ที่แดงพรึ่บเต็มไปหมด"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งนี้บ่งบอกอะไรบ้าง ?&lt;br /&gt;หนึ่งคือ บางส่วนของชนชั้นอำมาตย์รู้แล้วว่า ต้องเปลี่ยนวิธีการต่อสู้&lt;br /&gt;สองคือ บางส่วนของชนชั้นอำมาตย์รู้แล้วว่า ตนกำลังเผชิญหน้ากับประชาชนเกือบครึ่งค่อนประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ชนชั้นอำมาตย์ หรือระบอบอำมาตยาธิปไตย..มิได้มีความเป็นเอกภาพ และไม่เคยมีมาแต่ไหนแต่ไร&lt;br /&gt;ดังนั้น การปรับเปลี่ยนแผน..ก็เป็นไปได้เพียงบางส่วน และหลายๆอย่างก็ยังคงใช้วิธีเดิมๆ ซึ่งยิ่งสร้างความแตกแยก&lt;br /&gt;สร้างศัตรูเพิ่ม เมื่อจนมุมด้วยเหตุผล ก็ยกสถาบันกษัตริย์มาเป็นเกราะกำบัง แล้วทำลายฝ่ายตรงข้ามด้วย ม. 112&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ระบอบอำมาตยาธิปไตยใหม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ระบอบอำมาตยาธิปไตยเติบโตและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีชนชั้นหลากหลายภายในชนชั้น และมีคนใหม่ๆเข้ามา&lt;br /&gt;ร่วมระบอบอยู่เรื่อยๆ ..ในยุคก่อนนั้น จะมีชนชั้นอำมาตย์สายพลเรือน และสายทหาร ต่อมา..โดยเฉพาะช่วงหลังจาก&lt;br /&gt;ดร.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทยเข้าสู่เวทีอำนาจการเมือง ความต่างระหว่างชนชั้นอำมาตย์สายพลเรือนและ&lt;br /&gt;สายทหารก็เลือนลางไป บางกลุ่มเข้ามาผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้น กลายเป็นสายชนชั้นอำมาตย์ปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อำมาตยาธิปไตย แต่เดิมหมายถึงระบอบที่ อำมาตย์มีอำนาจสูงสุด หรืออธิปไตยเป็นของชนชั้นอำมาตย์&lt;br /&gt;คำว่า "อำมาตย์" โดยทั่วไปหมายถึง ขุนนาง ข้าราชการ แต่ทว่า "อำมาตย์ในระบอบอำมาตยาธิปไตย" มีความมหมาย&lt;br /&gt;ครอบคลุมไกลกว่านั้น เมื่อประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยกล่าวถึง "ระบอบอำมาตยาธิปไตย" คำว่า อำมาตย์ จะรวมไป&lt;br /&gt;ถึง.."ชนชั้นต่างๆที่มีประโยชน์ร่วมกันในระบอบนี้ และทำทุกวิธีทางที่จะรักษาผลประโบชน์แห่งตน ภายใต้ระบอบที่ว่านี้"&lt;br /&gt;ชนชั้นเหล่านี้มีทั้ง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ชนชั้นกลาง และชนชั้นล่าง(ที่ไม่ได้ประโยชน์จากระบอบ แต่ก็ยังสนับสนุน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เดิมนั้นเมื่อกล่าวถึง"ระบอบอำมาตยาธิปไตย" เรามักเน้นไปที่การบริหารบ้านเมือง..ที่ข้าราชการเป็นใหญ่ ควบคุม&lt;br /&gt;อำนาจกลไกต่างๆไว้  และเป็นผู้กำหนดทิศทางประเทศแต่ฝ่ายเดียว ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงระบอบอำมาตยาธิปไตย บางคน&lt;br /&gt;จึงใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า bureaucratic polity - ซึ่งลักษณะบ้านเมืองเช่นนี้ จะเห็นชัดเจนในช่วงตั้งแต่รัฐบาลของ&lt;br /&gt;จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาจนถึงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ระบอบนี้มีชีวิต เติบโตและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;ดังนั้นคำว่า อำมาตยาธิปไตย ในปัจจุบันจึงมิใช่แค่ชนชั้นข้าราชการ แต่เป็นในลักษณะของ "อภิสิทธิ์ชน" ซึ่งเราสามารถ&lt;br /&gt;เรียกรวมๆ..ในภาษาอังกฤษได้ว่า aristocracy หรือ aristocrats หรือ pseudo aristocrats (คือการเลียนแบบชนชั้นสูง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในสมัยรัฐบาลชาติชาย (2531 - 2534) ทำให้เกิดชนชั้นกลางใหม่&lt;br /&gt;ขึ้นมากมาย ขณะที่คนจีนอพยพในรุ่นแรกๆ เริ่มมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ..และส่งลูกหลานเข้าโรงเรียนชนชั้นศักดินา&lt;br /&gt;เพื่อยกสถานะทางสังคม คบหากับลูกหลานชนชั้นศักดินาจากสังคมเก่า มีการแต่งงานกับลูกหลานศักดินา และชนชั้นสูง&lt;br /&gt;รวมไปถึงเชื้อพระวงศ์บางส่วน ลูกหลานคนอพยพเหล่านี้จึงเปลี่ยนสถานะทางสังคมมาเป็นชนชั้นสูงด้วย -  นอกจากนั้น&lt;br /&gt;ยังมี สามัญชน ลูกชาวบ้านธรรมดา ที่ร่ำเรียนด้วยความพยายามจนจบการศึกษา ทั้งที่ได้ทุนจากรัฐ และที่พ่อแม่ส่งเสีย&lt;br /&gt;ให้เรียนหนังสืออย่างยากลำบาก ..คนเหล่านี้เมื่อมีหน้าที่การงาน รับราชการ บางส่วนเจริญก้าวหน้า จนสามารถยกสถานะ&lt;br /&gt;จากลูกชาวบ้าน หลานชาวนา ไปเป็นชนชั้นสูงในสังคมได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่า ในระบอบอำมาตยาธิปไตย ก็เปิดโอกาสให้ชนชั้นล่างยกระดับขึ้นมาเป็นชนชั้นสูง และแน่นอนอีกเช่นกันว่า&lt;br /&gt;จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่สังคมอำมาตยาธิปไตยกำหนด (ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของสังคมทั่วไป ที่มีกติกาของตนเอง)&lt;br /&gt;เปรม ติณสูลานนท์ และ ประเวศ วะสี ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของชนชั้นอำมาตย์ที่ก้าวขึ้นมาจากชนชั้นล่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบอบอำมาตยาธิปไตยปกครองอย่างแนบเนียน และอาศัยความเชื่อทางศาสนาในการรักษาความสงบ-มั่นคงของชนชั้น&lt;br /&gt;เช่น คนที่มีเงิน มีอำนาจ เป็นเพราะทำบุญไว้มากในชาติปางก่อน ส่วนคนที่ต่ำต้อยยากจน เพราะทำบุญไว้น้อย คติแบบนี้&lt;br /&gt;ช่วยลด หรือกลบเกลื่อนความหมายของการถูกกดขี่ ทางออกสำหรับคนนอกวงจรอำนาจ จึงไม่ใช่การลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสิทธิ&lt;br /&gt;พลเมืองของตน แต่วิธีแก้ปัญหากลับเป็น การทำบุญเข้าวัด..เผื่อว่าชาติหน้าจะได้มีวาสนากับเขาบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือความใฝ่ฝันของชนชั้นล่างในระบอบอำมาตยาธิปไตย คือดิ้นรนส่งเสียลูกหลาน เพื่อโตขึ้นจะได้เป็น "เจ้าคนนายคน"&lt;br /&gt;ซึ่งหมายความว่า การเป็นเจ้าเหนือคนอื่นนั้น..เป็นสิ่งที่ดี และคนชั้นล่างควรขยันหมั่นเพียรต่อไป ความเชื่อนี้ คือการสร้าง&lt;br /&gt;ความชอบธรรมให้แก่การเป็น "เจ้าเหนือคนอื่น" ..แล้วยังช่วยสลายแนวคิด "ความเป็นประชาชนที่เสมอภาค" ให้ลบเลือน&lt;br /&gt;หายไปจากกระบวนคิดของคนในสังคมไทย เหล่านี้เป็นการสร้าง "วัฒนธรรมจำยอม" ให้หยั่งรากลึกชั่วลูกหลาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่า ระบอบอำมาตยาธิปไตยไม่เคยปฏิเสธชนชั้นล่าง..ที่จะไต่เต้าขึ้นมาสู่ชนชั้นอำนาจ&lt;br /&gt;และเงื่อนไขของการมีเส้นสาย มีผู้อุปถัมภ์เลี้ยงดู ก็เป็นเงื่อนไขของสังคมมนุษย์ทั่วไป - ไม่ว่าจะในระบอบใด&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;อย่างไรก็ตาม ปัญหาของระบอบอำมาตยาธิปไตยไทย อยู่ที่การรวมศุนย์อำนาจไว้นานเกินไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;และรวมศูนย์อำนาจไว้มากเกินไป โดยที่..ตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่ข้อแก้ตัว&lt;br /&gt;แน่นอนว่า การที่ระบอบอำมาตยาธิปไตยครองอำนาจอยู่กว่าครึ่งศตวรรษ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการพัฒนาหลายอย่าง&lt;br /&gt;เกิดภายใต้ระบอบอำมาตย์ แต่นั่นก็เป็นเพราะอำมาตย์ผูกขาดการบริหารอยู่ฝ่ายเดียว และยังเป็นผลงานที่เชื่องช้า ไม่ใช่&lt;br /&gt;การพัฒนาที่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก ไม่ว่าจะแง่เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกลุ่มชนชั้นอำมาตย์เอง เคยมีการยกปัญหาทำนองนี้ขึ้นมาหลายต่อหลายครั้ง มีการเสนอให้กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น&lt;br /&gt;ทั้งอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของส่วนรวม และยังเป็นการรักษาอำนาจของชนชั้นอำมาตย์ไว้&lt;br /&gt;ได้อีกยาวนานด้วย ..แต่ในที่สุด ก็ไม่เคยมีการแก้ไขปัญหาใด ความพยายามในการแก้ปัญหาบ้านเมืองกลายเป็นการแย่ง&lt;br /&gt;ชิงบทบาทอำนาจระหว่างอำมาตย์สายพลเรือน กับอำมาตย์สายทหาร ..จนกระทั่งอำมาตย์สายทหารขัดแย้งกันเอง จนเกิด&lt;br /&gt;เหตุการณ์นองเลือด พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ที่แทบจะสลายขั้วอำนาจของอำมาตย์สายทหารลงไปเกือบสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชนชั้นอำมาตย์สายพลเรือน เช่น ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ..อานันท์ ปัญญารชุน เข้ามีบทบาท หรือให้แนวคิด&lt;br /&gt;ในการร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งในตอนนั้น คนเหล่านี้ต้องการรัฐบาลพลเรือนที่เข้มแข็ง มั่นคง ครองเสียงข้างมากในรัฐสภา&lt;br /&gt;จึงออกแบบรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อปรากฏการณ์ดังกล่าว คนเหล่านี้ไม่ต้องการรัฐบาลทหาร..ที่ไม่รู้เรื่องราว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เพราะอย่างไร..ในสายตาชนชั้นอำมาตย์&lt;br /&gt;อำมาตย์พลเรือนย่อมมีสติปัญญาเหนือกว่าอำมาตย์ทหารแน่นอน&lt;br /&gt;(คือในชนชั้นก็ยังการแบ่งชนชั้นแยกย่อยอีกด้วย)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การร่างรัฐธรรมนูญ 2540 เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์นองเลือด พฤษภาคม พ.ศ. 2535&lt;br /&gt;พรรคการเมืองที่เข้มแข็ง ที่สามารถขึ้นเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากได้..ขณะนั้น ก็มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์&lt;br /&gt;และพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นพรรคเก่าแก่ของชนชั้นอำมาตย์มาเนิ่นนาน โดยเฉพาะอำมาตย์สายพลเรือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ไม่คาดคิดไว้ก่อน ก็คือดร. ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาสู่สนามการเมืองอย่างจริงจัง และตั้งพรรคไทยรักไทย&lt;br /&gt;ในขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาลตอนนั้น..ไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของชาติได้ ทำให้สูญเสียฐาน&lt;br /&gt;มวลชนชั้นกลาง รวมทั้งพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางไปมากพอสมควร - พรรคไทยรักไทยจึงเป็นทางเลือกสดใหม่ และมี&lt;br /&gt;โอกาสชนะการเลือกตั้งในหลายพื้นที่ - ชนชั้นอำมาตย์สายประชาธิปัตย์ จึงเริ่มโจมตีดร.ทักษิณ..อย่างหนัก มีการโยน&lt;br /&gt;คดีซุกหุ้นและอีกมากมาย ศัตรูเก่าของดร.ทักษิณ..ส่วนหนึ่งมาจากพรรคพลังธรรม ที่ผูกใจเจ็บมาแต่สมัยที่ ดร.ทักษิณ&lt;br /&gt;เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในสังกัดพรรคพลังธรรมนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะนั้น ปีพ.ศ. 2544 ชนชั้นอำมาตย์ในระดับสูงขึ้นไปยังวางเฉย&lt;br /&gt;และเมื่อพรรคไทยรักไทยได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากมาย..จนน่าตกใจ ชนชั้นอำมาตย์ระดับสูงก็ยังวางเฉย&lt;br /&gt;แต่ก็แอบสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ด้วยต้องการให้ดร.ทักษิณ ช่วยจัดการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เป็นปัญหาของชาติ&lt;br /&gt;และเป็นปัญหาส่วนตัวของชนชั้นอำมาตย์ระดับสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทักษิณ ชินวัตร..แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้สำเร็จ และยังทำตามนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชน&lt;br /&gt;ช่วงขณะหนึ่ง ดูเหมือนเขาจะกลายเป็นคนโปรดของชนชั้นสูงหลายต่อหลายคน ประชาชนรากหญ้าก็เริ่มชื่นชม&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span&gt;และอันที่จริง ปัญหาของระบอบอำมาตยาธิปไตยน่าจะยุติลงได้ด้วยดีแล้ว..ตั้งแต่ตอนนั้&lt;/span&gt;น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เพราะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ประเทศชาติก็มีอำนาจต่อรองกับนานาประเทศมากขึ้น ประชาชนในภูมิภาค&lt;br /&gt;ก็เริ่มช่วยเหลือตัวเองได้..และมีแนวโน้มว่าจะไม่เป็นภาระของส่วนกลาง (หรือชนชั้นอำมาตย์)อีกต่อไป ในขณะที่&lt;br /&gt;ค่านิยมความเชื่อในระบอบอำมาตยาธิปไตยก็ยังอยู่ดี ไม่มีใครท้าทาย หรือคนที่ท้าทายก็มีน้อย..จนไม่มีปากเสียง&lt;br /&gt;รัฐบาลทักษิณก็ไม่เคยออกนอกลู่นอกทางระบอบอำมาตยาธิปไตย โดยเฉพาะในด้านสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น&lt;br /&gt;ชนชั้น และระบอบอำมาตยาธิปไตย ประกอบด้วยผู้คนหลากหลาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ชนชั้นสูงก็มีความคิดที่คาดเดายาก เปลี่ยนข้างได้รวดเร็ว ..ชนชั้นล่างที่เพิ่งก้าวมาเป็นชนชั้นอำมาตย์ได้ไม่นานก็&lt;br /&gt;ยังไม่ลึกซึ้งกับศักดิ์ศรี และ ยุทธวิธีบางอย่างของชนชั้นศักดินาเดิม จึงเลือกที่จะเปิดแนวรบกับประชาชนโดยตรง&lt;br /&gt;อีกทั้งบางส่วนของชนชั้นอำมาตย์ใหม่ - ชนชั้นกลางใหม่ ยังมีคนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไปดึงเอาสิ่งที่ไม่ควรแตะต้อง&lt;br /&gt;เอามาใช้เป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้าม พวกปฏิกิริยาก็เน้นการล่าล้างโคตร เอาสะใจเป็นหลัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่า ชนชั้นอำมาตย์ส่วนมาก (แต่ไม่ใช่ทุกคน) มีนิสัยดูถูกประชาชน โดยเฉพาะดูถูกคนเหนือ คนอีสาน&lt;br /&gt;แต่ชนชั้นศักดินาในอดีต จะมีวิธีการดูถูกเหยียดหยามผู้คน..อย่างเนียน และมีศิลปะ ชนชั้นอำมาตย์ในอดีตก็จะ&lt;br /&gt;ไม่เปิดแนวรบกับประชาชนโดยตรง แม้แต่ในสมัยสงครามต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งฝ่ายซ้าย&lt;br /&gt;ก็ประกาศสงครามชนชั้นอย่างชัดเจน แต่ชนชั้นอำมาตย์ในอดีตก็ไม่เคยเปิดแนวรบกับประชาชน จึงทำให้ พคท.&lt;br /&gt;ขาดแนวร่วมประชาชน และไม่สามารถรุกคืบได้มากนัก - ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ แตกต่างไปจากชนชั้นอำมาตย์ใน&lt;br /&gt;ยุคปัจจุบัน (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เรื่อยมา) ..และข้อผิดพลาดใหญ่หลวง คือการใช้พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง เป็น&lt;br /&gt;กำลังหลักในการโค่นกลุ่มอำนาจของดร. ทักษิณ ชินวัตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เรียกกันว่า พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง ก็เพราะเป็นกลุ่มคนที่มีปฏิกิริยา.. และไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น&lt;br /&gt;"พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง" ใช้สำหรับเป็นแนวหน้า เป็นตัวป่วน สร้างกระแสขัดแย้ง และมีประโยชน์เพียงเท่านั้น&lt;br /&gt;เมื่อจุดกระแสติดแล้ว สมควรเก็บกวาดคนเหล่านี้ออกไปจากสนามการต่อสู้ เพราะคนพวกนี้มักทำให้เสียเรื่อง&lt;br /&gt;คือถ้าไม่ทำให้แพ้ ก็จะทำให้เหตุการณ์บานปลาย.. ในการปฏิวัติของประเทศลาว สิ่งแรกเมื่อฝ่ายสังคมนิยมชนะ&lt;br /&gt;ก็คือกวาดล้างพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง..ที่เคยเป็นแนวร่วมของตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในศึกโค่นอำนาจทักษิณ ชินวัตร ชนชั้นอำมาตย์กลับใช้ "พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง" เป็นทั้งแนวหน้าและกำลังหลัก&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;"พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ"&lt;br /&gt;คือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ชนชั้นอำมาตย์ต้องเปิดแนวรบกับประชาชน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ซ้ำร้าย..ชนชั้นอำมาตย์บางคนก็ยังร่วมผสมโรง ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งรองกลายเป็นความขัดแย้งหลัก..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วาทกรรมที่ไม่เคยมีใครตั้งคำถาม มาถึงตอนนี้ก็ใช้ไม่ได้อีกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่พล.อ.วัฒนชัย ฉายเหมือนวงศ์ ให้สัมภาษณ์ (ไทยโพสต์) ถึงการถอยเพื่อปรับยุทธวิธี..&lt;br /&gt;เอาเข้าจริง ชนชั้นอำมาตย์ใหม่เหล่านี้ ก็ยังใช้วิธีเดิมๆ วิธีเดียวกับที่ล้มรัฐบาลทักษิณ เอามาล้มรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช&lt;br /&gt;ผลที่ได้คือ ขยายแนวรบกับประชาชนกว้างออกไปอีก จากเดิมมีแค่ นปก. ไม่ถึงแสนคน ก็กลายเป็น นปช.คนเสื้อแดง&lt;br /&gt;ที่มีมวลชนนับล้าน.. มีเครือข่ายทั่วประเทศ แม้แต่ในภาคใต้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งเดียวที่ชนชั้นอำมาตย์ปรับยุทธวิธี คือไม่ครองอำนาจโดยตรง..แต่ครองอำนาจผ่านตัวแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 0, 0);font-size:130%;" &gt;&lt;span&gt;05&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;ชนชั้นอำมาตย์เปิดฉากรุกแตกหัก&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นปก. ประกาศจุดยืนชัดเจนตั้งแต่ต้น..ว่าไม่รับรัฐธรรมนูญ 2550&lt;br /&gt;เพราะเป็นคัมภีร์สืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร ที่เขียนขึ้นมาเพื่อปกป้องระบอบอำมาตยาธิปไตยเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างการลงประชามติ พรรคประธิปัตย์ สื่อมวลชนกระแสหลัก นักวิชาการ (ซึ่งส่วนมากรับใช้ระบอบอำมาตย์)&lt;br /&gt;ล้วนเรียงหน้ากันออกมาบอกประชาชน ให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน ถ้าไม่พอใจก็สามารถมาแก้ไขภายหลังได้&lt;br /&gt;จึงมีประชาชนจำนวนไม่น้อย ที่หลงเชื่อ..และยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ 50 ด้วยหวังให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว และคิดว่าจะ&lt;br /&gt;สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังที่มีรัฐบาลใหม่แล้ว เป็นกระบวนคิดแบบสันติวิธีประนีประนอม ไม่ต้องเสียแรงต่อสู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พรรคพลังประชาชน ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ก็ประกาศชัดเจนว่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากพรรคพลังประชาชนได้รับเลือกเป็นเสียงข้างมาก และตั้งรัฐบาลแล้ว ก็เริ่มมีการพูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;ทางด้าน นปก. นำโดยนายแพทย์เหวง โตจิราการ ร่วมกับตัวแทนกลุ่มประชาชนอีกหลายฝ่าย ได้ประชุมปรึกษา และ&lt;br /&gt;ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ "ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ"ฉบับดังกล่าว มีประชาชนลงชื่อสนับสนุนกว่าแสนคน จากนั้นจึงส่ง&lt;br /&gt;ให้รัฐสภานำเข้าพิจารณา ซึ่งถูกบรรจุไว้เป็นวาระแรก ..แต่ก็ถูกอำนาจลึกลับถ่วงเอาไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ทางฝ่ายอำมาตย์.. พรรคประชาธิปัตย์ สื่อมวลชนกระแสหลัก&lt;br /&gt;นักวิชาการ (ซึ่งส่วนมากรับใช้ระบอบอำมาตย์) ที่เคยบอกว่า&lt;br /&gt;ให้รับรัฐธรรมนูญไปก่อน แล้วมาแก้ไขทีหลัง ..แต่ถึงตอนนี้&lt;br /&gt;เปลี่ยนท่าทีมาเป็น  ต่อต้าน - คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;ดังนั้น ย่อมกล่าวได้ว่ากลุ่มประชาชนที่รับรัฐธรรมนูญ 50 เพราะ&lt;br /&gt;คิดว่าจะมาแก้ไขภายหลังนั้น..ล้วนถูกหลอกอย่างน่าเวทนา..&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยสามัญสำนึก การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ย่อมเป็นสิ่งที่ชนชั้นอำมาตย์ระดับสูง จะไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้นได้&lt;br /&gt;เพราะนั่นหมายถึงการสูญเสียอำนาจครั้งใหญ่ - ที่สำคัญ  พรรคพลังประชาชน - นปก. ไม่ได้คิดแก้รัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;เฉพาะประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองทางการเมือง แต่คิดแก้ไขหมดทั้งฉบับ ให้กลับไปเป็นรัฐธรรมนูญ 2540&lt;br /&gt;ถึงแม้นชนชั้นอำมาตย์จะเป็นผู้ออกแบบรัฐธรรมนูญ 2540 แต่รัฐธรรมนูญ 2540 ก็เปิดโอกาสให้ประชาชนมากไป&lt;br /&gt;ชนชั้นอำมาตย์จึงต้องก่อรัฐประหาร และเขียนรัฐธรรมนูญ 2550 ขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชนชั้นอำมาตย์เริ่มเปิดฉากรุกครั้งใหม่&lt;br /&gt;เริ่มจากส่งสมุนสื่อสารมวลชน ออกมาสร้างวาทกรรมซ้ำซาก เช่น แก้รัฐธรรมนูญเพื่อทักษิณ แก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้&lt;br /&gt;พรรคพลังประชาชนพ้นผิดคดียุบพรรค ..วาทกรรมเหล่านี้ ไม่ได้มีเพียงเพื่อโน้วน้าวสังคม แต่ในสังคม "ศรีธนนชัย"&lt;br /&gt;เช่นประเทศไทย วาทกรรมซ้ำซากของชนชั้นอำมาตย์ ยังมีเพื่อเบี่ยงเบนประเด็น ทำให้การถกเถียงโต้แย้งหลุดออก&lt;br /&gt;ไปจาก "ใจความสำคัญ" .. เป็นยุทธวิธีที่ชนชั้นอำนาจใช้ได้ผลเสมอมา ตราบจนปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้น ชนชั้นอำมาตย์ก็ส่งกลุ่มพันธมิตรฯออกมาเคลื่อนไหว&lt;br /&gt;ใช้วิธีเดิม วิธีเดียวที่เคยใช้โค่นล้มรัฐบาลทักษิณ (2548 - 49) ความแตกต่างคือกลุ่มพันธมิตรฯในปี 2551 มาพร้อม&lt;br /&gt;กองกำลังติดอาวุธเบา  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ชนชั้นอำมาตย์เริ่มมองเห็นแล้วว่า การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่กลุ่มอำนาจหนึ่ง&lt;br /&gt;ปะทะกับอีกกลุ่มอำนาจหนึ่ง ..แต่มีมวลชนเข้ามาร่วมในการต่อสู้  ดังนั้น หากไม่มีกองกำลังติดอาวุธเบาเข้ามาเสริม&lt;br /&gt;มวลชนของพันธมิตรฯอาจถูกกระทืบตายคาถนนก็เป็นได้ ..ระบอบอำมาตยาธิปไตยนั้นก็มีมวลชนของตนเอง ซึ่งไม่&lt;br /&gt;ต่างไปจากฝ่ายประชาธิปไตย ทั้งสองฝ่ายล้วนประกอบด้วย ชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง ข้าราชการ ตำรวจ และ&lt;br /&gt;ทหาร รวมทั้งชนชั้นปฏิกิริยา..ซึ่งมีอยู่ในมวลชนทั้งสองฝ่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลานั้น นปก. / นปช. ลดบทบาทในพื้นที่สาธารณะ&lt;br /&gt;เพื่อเปิดทางให้ พรรคพลังประชาชน ในฐานะรัฐบาล และ&lt;br /&gt;เสียงข้างมากในรัฐสภา ได้ดำเนินกิจกรรมการเมืองอย่างเต็มที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การชุมนุมของ นปช. หลังจากวันประชามติ 19 สิงหาคม 2550 เป็นเพียงการนัดพบ และไม่มีความเคลื่อนไหวสำคัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;วันที่ 25 พฤษภาคม 2551 -  ชนชั้นอำมาตย์เปิดศึกแตกหักกับพรรคพลังประชาชน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;กลุ่มพันธมิตรฯชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อเตรียมเดินไปยึดทำเนียบรัฐบาล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน มวลชนกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯจำนวนหลายร้อยคน ไปรวมตัวขับไล่อยู่ใกล้ๆ ด้านถนนดินสอ&lt;br /&gt;การประเมินของตำรวจกล่าวว่ากลุ่มพันธมิตรฯมีประมาณ 1500-2000 คน แต่ในความเป็นจริงแล้วมีมากกว่านั้น น่าจะ&lt;br /&gt;อยู่ที่ประมาณ 3000 - 4000 คนขึ้นไป ส่วนฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ ซึ่งมาอย่างปราศจากแกนนำ มีอยู่ประมาณ 700 คน&lt;br /&gt;และยังมีกลุ่มคนวันเสาร์อยู่ที่สนามหลวงอีกประมาณ 300 คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เวลา 18:50 น.&lt;/span&gt; เริ่มมีการปะทะกันระหว่างมวลชนทั้งสองฝ่าย&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เวลา 21.00 น.&lt;/span&gt; กลุ่มคนวันเสาร์ฯ นำโดยสุชาติ นาคบางไทร (วราวุธ ฐานังกรณ์) เคลื่อนกำลังออกจาสนามหลวง เพื่อ&lt;br /&gt;มาสมทบกับกลุ่มต้านพันธมิตรฯ - ขณะเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนขบวน เดินทางไปทำเนียบรัฐบาล โดยมีกำลัง&lt;br /&gt;ตำรวจคุ้มกัน..และพยายามแยกมวลชนทั้งสองฝ่ายให้อยู่ระยะห่างจากกัน -&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ขบวนของกลุ่มพันธมิตรฯ ติดอยู่บริเวณเชิงสะพานมัฆวานฯ&lt;/span&gt; ไม่สามารถผ่านด่านตำรวจไปได้ ..&lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน กลุ่มต่อต้านได้รวมพลอยู่ที่สะพานผ่านฟ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มแท๊กซี่และมอเตอร์ไซค์ เริ่มเดินทางมาเป็นกำลังสนับสนุนให้กับฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ&lt;br /&gt;ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ ก็มีกองกำลังมอเตอร์ไซค์ของตนเองเช่นกัน (ไม่สามารถระบุที่มาของกองกำลังนี้ได้)&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่สับสนอยู่แล้ว ก็ยิ่งสับสนมากขึ้นกว่าเดิม - ฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ ไม่มีแกนนำ ไม่มีแผน&lt;br /&gt;ต่างคนต่างมาและกระจัดกระจาย -  ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯเตรียมพร้อมรับมือกับการถูกจู่โจม พวกเขามีกองระวังหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เวลา 22.00 น.&lt;/span&gt;โดยประมาณ เกิดปะทะกันครั้งใหญ่ระหว่างฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ กับกองระวังหลังของพันธมิตรฯ&lt;br /&gt;กองรักษาความปลอดภัยของกลุ่มพันธมิตรฯ รู้วิธีใช้อาวุธเบาในการสลายชุมชน พวกเขารู้วิธีการตีครั้งเดียวให้หมอบ&lt;br /&gt;ขณะที่มวลชนฝ่ายต่อต้านฯไม่รู้ยุทธวิธีอะไรเลย จึงบาดเจ็บสาหัสจำนวนมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เวลา 23.00 น.&lt;/span&gt; มวลชนกลุ่มพันธมิตรฯที่อาศัยในกรุงเทพฯ เริ่มทะยอยกลับบ้าน ทำให้มวลชนที่ติดอยู่เชิงสะพาน&lt;br /&gt;มัฆวานฯ มีจำนวนลดลงไปมาก - ขณะที่ฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ ยังคงปักหลักอยู่ที่สะพานผ่านฟ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเที่ยงคืน รัฐบาลเตรียมสลายการชุมนุม ขณะที่ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ บริเวณเชิงสะพานมัฆวานฯเหลืออยู่ไม่มาก แต่&lt;br /&gt;ไม่สามารถทำได้ กล่าวกันว่ามี อำนาจบางอย่างสั่ง.."ห้ามทำร้ายประชาชนของพวกเขา"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;1 มิถุนายน 2551&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช กล่าวทางสถานีโทรทัศน์ NBT ว่าจะไม่มีการสลายการชุมนุมของกลุ่มพัธมิตรฯ&lt;br /&gt;ในลักษณะที่นักวิชาการ (ฝ่ายอำมาตย์) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่จะให้ตำรวจเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ให้&lt;br /&gt;รื้อเวทีไปจากการกีดขวางจราจร เส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน โดยจะมีการถ่ายทอดสด เชิญสำนักข่าวต่างประเทศ&lt;br /&gt;รวมทั้งสหประชาชาติ ซึ่งอยู่ตรงเชิงสะพานมัฆวานฯ มาร่วมชมการเจรจาและรื้อเวที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และแน่นอนที่สุด ทุกอย่างเป็นแค่คำพูด.. ซึ่งไม่เคยมีการปฏิบัติจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;19 มิถุนายน 2551&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;หลังการชุมนุมยืดเยื้อเป็นเวลาประมาณกว่า 20 วันของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เชิงสะพานมัฆวานฯ ยังไม่สามารถบรรลุ&lt;br /&gt;ผลสำเร็จใดตามวัตถุประสงค์ นอกจากนั้น การปราศรัยของแกนนำ เช่น สนธิ ลิ้มทองกุล ยังช่วยทำให้ประชาชน&lt;br /&gt;ทั่วไปเข้าใจว่า "ใครคือผู้สนับสนุนคนสำคัญ" ของปฏิบัติการครั้งนี้ ซึ่งช่วยตอบคำถามประชาชน..ว่าทำไมตำรวจ&lt;br /&gt;จึงไม่กล้าสลายการชุมนุมเมื่อเช้ามืดของวันที่ 26 พฤษภาคม ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และตอบคำถามว่า ทำไมกลุ่มพันธมิตรฯจึงสามารถอยู่เหนือกฎหมาย และมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าประชาชนทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างนั้น มีรายงานว่ากลุ่มพันธมิตรฯ กำลังเตรียมรุกแตกหักอีกครั้ง โดยจะฝ่าด่านสะพานมัฆวานฯ และเข้ายึด&lt;br /&gt;ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 20 มิถุนายน - รัฐบาลจึงเตรียมสลายกำลังของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยอาศัยความร่วมมือจาก&lt;br /&gt;มวลชนสนามหลวง - คืนวันที่ 19 มิถุนายน มวลชน นปช. กว่าหมื่นคนเคลื่อนกำลังจากสนามหลวง คราวนี้มีแกนนำ&lt;br /&gt;มีการจัดทัพจัดระเบียบมาอย่างที่ควรจะเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นมวลชนเลอะเทอะกระจัดกระจาย - ดังนั้น&lt;br /&gt;นายแพทย์เหวง โตจิราการ หนึ่งในแกนนำ นปช. จึงเป็นคนนำทัพ - กล่าวกันว่า นปช.ไม่เกี่ยวข้องกับงานนี้ แต่&lt;br /&gt;"มวลชนสนามหลวง"ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ร่วมกับ นปช.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในคืนวันที่ 19 มิถุนายน กลุ่มพันธมิตรฯ ถูกกดอยู่ในวงล้อม&lt;br /&gt;ด้านสะพานมัฆวานฯเป็นตำรวจ ด้านถนนราชดำเนินเป็นมวลชนสนามหลวง - แต่เหตุการณ์ก็พลิกผันอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ช่วงเช้าของวันที่ 20 ..กำลังพันธมิตรฯ สามารถผ่านแนวรับของตำรวจอย่างง่ายดาย และไหลเข้าไปในทำเนียบ&lt;br /&gt;ทั้งด้านสะพานมัฆวานฯ และด้านสะพานชมัยมรุเชฐ (ที่มีรั้วเหล็กกั้นหลวมๆเพียงสองชั้น ซึ่งผิดปกติอย่างมาก)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีใครทราบถึงเบื้องหลังแน่นอนของปรากฏการณ์นี้ แม้จะมีคำร่ำลือว่า เป็นการสมรู้ร่วมคิดของตำรวจระดับสูง&lt;br /&gt;ที่ฝักใฝ่ฝ่ายอำมาตย์ ซึ่งได้รับคำสั่งมาจากผู้บงการกลุ่มพันธมิตรฯ - จะอย่างไรก็ตาม กลุ่มพันธมิตรฯ ก็สามารถยึด&lt;br /&gt;ทำเนียบรัฐบาลไว้ได้ตามที่ประกาศ และยึดอยู่เกือบครึ่งปี จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน ใน&lt;br /&gt;เดือนธันวาคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;24 มิถุนายน 2551&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;นปช. จัดงานรำลึกการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ที่ท้องสนามหลวง&lt;br /&gt;และไม่มีท่าทีเคลื่อนไหวใดๆ ดูเหมือนว่า นปช.ต้องการให้รัฐบาลจัดการปัญหาต่างๆด้วยตนเองมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน วันที่ 27 มิถุนายน 2551 พรรคประชาธิปัตย์ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล&lt;br /&gt;ผลออกมาปรากฏว่า นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ยังคงได้รับการไว้วางใจด้วยคะแนน 280 เสียง&lt;br /&gt;ซึ่งการออกเสียง ประธานสภาฯ รองประธานรวมทั้งรัฐมนตรีทั้งคณะต่างไม่ร่วมลงคะแนน เพื่อแสดงความเป็นกลาง&lt;br /&gt;และเป็นมารยาท (ส่วนนายกฯ - รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่มีสิทธิ์ออกเสียงอยู่แล้วตามกฎหมาย) รัฐมนตรีที่เหลือ&lt;br /&gt;ทั้งหมดได้คะแนนลดหลั่นเพียงแค่หนึ่งเสียง คือระหว่าง 278 – 279 เป็นสัญญาณว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังคงมั่นคงดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม แม้นผู้คนส่วนใหญ่คิดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้านั้น เป็นเพราะกระแสต่อต้านจากกลุ่มพันธมิตรฯ&lt;br /&gt;แต่เริ่มมีคำถามในหมู่ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยว่า เป็นไปได้หรือไม่..ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่เกิดขึ้น เพราะ&lt;br /&gt;การเตะถ่วงของ "คนในพรรคพลังประชาชน"  เพราะเริ่มมีข่าวลือว่า บางกลุ่มในพรรคพลังประชาชน กำลังเจรจาผล&lt;br /&gt;ประโยชน์กับฝ่ายอำมาตย์ - แต่ที่สุดก็กลายเป็นคำถามแผ่วเบา เพราะไม่มีใครสามารถระบุได้ว่า ใครเจรจากับใคร..&lt;br /&gt;จนกระทั่งเรื่องมาเปิดเผยในเดือนธันวาคม ปีเดียวกัน เมื่อปรากฏว่ากลุ่มของ เนวิน ชิดชอบ ย้ายข้างไปสนับสนุน&lt;br /&gt;พรรคประชาธิปัตย์ และ ชนชั้นอำมาตย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 0, 0);font-size:130%;" &gt;&lt;span&gt;06&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;การรุกแตกหักของชนชั้นอำมาตย์ กลับสร้างแนวร่วมให้ นปช.&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชนชั้นอำมาตย์คาดหวังให้กลุ่มพันธมิตรฯ นำมวลชนออกมาเป็นหัวหอกในการโค่นล้มรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช&lt;br /&gt;เหมือนกับที่เคยกระทำต่อรัฐบาลดร.ทักษิณ ชินวัตร - แต่กลุ่มพันธมิตรฯในปี 2549 ก็ไม่เคยทำสำเร็จ และมวลชน&lt;br /&gt;พันธมิตรฯก็ลดน้อยลงทุกวัน ทั้งที่ทุ่มทุนโฆษณาผ่านสื่อมวลชนกระแสหลักทุกแขนง ในที่สุด ชนชั้นอำมาตย์ก็ต้อง&lt;br /&gt;ใช้กองทัพไทยออกมาก่อรัฐประหาร -&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ในความพยายามโค่นรัฐบาลสมัคร สุนทรเวชก็เช่นกัน&lt;/span&gt; ..&lt;br /&gt;ทั้งที่ชนชั้นอำมาตย์สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯในทุกด้าน ทุกรูปแบบ แต่กลุ่มพันธมิตรฯก็ยังไม่สามารถสร้างผลกระทบ&lt;br /&gt;แก่รัฐบาลได้เท่าใด - เริ่มต้น ก็ไปติดอยู่ที่เชิงสะพานมัฆวานฯอยู่เกือบหนึ่งเดือน จนกระทั่งชนชั้นอำมาตย์ต้องเป็นฝ่าย&lt;br /&gt;ใช้อำนาจพิเศษ ในการเปิดทางให้เข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาล อยู่ในทำเนียบรัฐบาลหลายเดือน ก็ยังไม่เกิดผลคืบหน้าใดๆ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ความพยายามปลุกกระแส ให้เกิดเป็นการปฏิวัติประชาชน..ก็ไม่เคยทำได้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ทั้งที่สื่อมวลชนกระแสหลักทุกแขนง ต่างช่วยโฆษณาชวนเชื่ออย่างสุดความสามารถ ว่าพันธมิตรฯมีคนมาร่วมเป็นแสน&lt;br /&gt;เป็นล้าน เป็นร้อยล้าน..มากกว่าจำนวนประชาชนในประเทศไทย - แต่จากการประเมินของตำรวจ โดยประเมินจากพื้นที่&lt;br /&gt;ที่ใช้ในการชุมนุม กลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งแต่ปี 2549 มาจนถึงปี 2551 ไม่เคยมีครั้งไหนที่มีคนมากกว่า "สามหมื่นคน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่มวลชนสามหมื่นคน..เป็นจำนวนปกติของมวลชนสนามหลวง ในวันชุมนุมธรรมดาๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่า จำนวนผู้คนที่ออกมาร่วมชุมนุมบนถนน..มิได้มีผลชี้แพ้ชี้ชนะ บางวันมามาก บางวันมาน้อย..เป็นเรื่องปกติ&lt;br /&gt;แต่การชุมนุมที่มคนมาร่วม ในจำนวนสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มมวลชน การชุมนุมที่มีคนมาร่วมสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;แล้วเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันเมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งบ่งบอกถึงแนวร่วมที่ขยายขึ้น และมุ่งมั่นมากขึ้น มีอารมณ์ร่วมมากขึ้น&lt;br /&gt;ซึ่งมวลชนประเภทนี้ ผ่านไประยะหนึ่งก็จะมีพลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนคำปราศรัยของแกนนำไม่มีความหมายมากไปกว่าการ&lt;br /&gt;นัดแนะ ว่าจะทำอะไรกันต่อไป เพราะเมื่อถึงขั้นนั้น มวลชนจะรู้ดีว่าตนเองกำลังทำอะไร เพื่อจุดประสงค์ใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;นี่คือสิ่งที่ทุกฝ่ายคาดหวัง..ในการชุมนุมทางการเมือง&lt;br /&gt;กลุ่มพันธมิตรฯก็คาดหวังให้มวลชนของตนเป็นเช่นนี้ .. นปช. ก็คาดหวังเช่นเดียวกัน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับกลุ่มพันธมิตรฯ ค่อนข้างมีปัญหา มวลชนของพวกเขามีมากมาย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมนุม&lt;br /&gt;แต่ทว่ามวลชนของพันธมิตรฯ ก็เลือกที่จะนอนดูโทรทัศน์อยู่กับบ้านมากกว่า ..และเมื่อเกิดการต่อต้าน "เสื้อเหลือง"&lt;br /&gt;(เพราะกลุ่มพันธมิตรฯใช้สีเหลือง - เสื้อเหลืองเป็นสัญลักษณ์) กลุ่มมวลชนพันธมิตรฯจำนวนไม่น้อย ก็พยายามปฏิเสธ&lt;br /&gt;ว่าตนเอง "ไม่ใช่พวกเสื้อเหลือง" บางคนก็อ้างว่าเป็นกลางบ้าง เป็นเสื้อขาวบ้าง - นี่คือวิถีของพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง&lt;br /&gt;คือเมื่อไม่สะดวกก็จะหลบหลีก เมื่อไม่เท่ ก็จะปฏิเสธว่าไม่ใช่พวกเดียวกัน เมื่อถึงเวลาต้องฆ่าฟันกัน ก็จะทิ้งเพื่อนทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นเหตุหนึ่ง ที่ไม่ควรนำพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางมาร่วมขบวนการในระยะยาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกประการหนึ่ง ประเทศไทยเป็นบ้านเมืองที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม ครอบงำด้วยระบอบอำมาตยาธิปไตย เป็นวัฒนธรรม&lt;br /&gt;แห่งการยอมจำนน ดังนั้น การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งเป็นมวลชนอำมาตย์..ปลุกระดมมวลชนเพื่อให้ลุกขึ้นมาปกป้องวิถี&lt;br /&gt;อำมาตยาธิปไตย รักษาแนวคิดอนุรักษ์นิยมและการยอมจำนนต่ออำมาตย์ จึงค่อนข้างเป็นเรื่องที่ "ปลุกได้ยาก" เพราะ&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะออกมาสู้เพื่อพันธมิตรฯหรือนอนเฉยๆอยู่บ้าน ไม่ว่าจะออกมาสู้เพื่ออำมาตย์หรือไม่ก็ตาม ทุกคนก็รู้ดีว่าบ้านเมือง&lt;br /&gt;จะยังคงเป็นเช่นเดิม คืออย่างไรคนก็คิดว่าอำมาตย์ชนะอยู่แล้ว ..และชนะแล้วก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง - เหตุเหล่านี้&lt;br /&gt;ทำให้การปลุกมวลชนพันธมิตรฯ ให้ออกมาเป็นแสนเป็นล้าน เพื่อสร้างกระแสปฏิวัติประชาชน ..จึงไม่สามารถเกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปลุกระดมของชนชั้นอำมาตย์ จึงทำได้แค่ "ปลุกอารมณ์คลั่งชาติ" "สร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชนด้วยกันเอง"&lt;br /&gt;แต่อารมณ์เหล่านี้ก็เป็นแค่ของชั่วคราว ไม่ใช่อุดมการณ์การเมืองที่จะต่อสู้สืบทอดกันได้นาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้น ยังมีผลสะท้อนกลับอีกด้วย&lt;br /&gt;การปลุกมวลชน "สร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชนด้วยกันเอง" ย่อมหมายถึงว่า ต้องมีคนที่ถูกเกลียด&lt;br /&gt;และคนที่ถูกตราให้เป็น เป้าหมายความเกลียดชัง ก็ย่อมต้องลุกขึ้นมาสู้..เพื่อปกป้องตนเอง -&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น การปลุกให้คนกลุ่มหนึ่งเกลียดคนอีกกลุ่มหนึ่ง ก็เท่ากับเป็นการสร้างมวลชนให้แก่คนอีกกลุ่มหนึ่งมากขึ้นเช่นกัน&lt;br /&gt;โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ"คนที่ถูกตราให้เป็นเป้าหมายความเกลียดชัง"นั้น มีมากกว่า..และเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และนี่เป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ชนชั้นศักดินา มาถึงชนชั้นอำมาตย์ในอดีต ไม่เคยคิดเปิดแนวรบกับประชาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุต่างๆข้างต้น กลุ่มพันธมิตรฯจึงมิได้สร้างประโยชน์ให้ชนชั้นอำมาตย์ หรือระบอบอำมาตยาธิปไตยแม้แต่น้อย&lt;br /&gt;ถ้อยคำปราศรัยของแกนนำพันธมิตรฯ อาจสร้างกำลังใจให้แก่มวลชนของตนเอง เมื่อรู้ว่าพวกตนเป็นชนชั้นที่มีอภิสิทธิ์&lt;br /&gt;แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดโปงระบอบอำมาตยาธิปไตย และประเพณีหลายๆอย่างที่ชนชั้นอำมาตย์เก็บเงียบมานาน&lt;br /&gt;ในการปกครองที่แนบเนียน ..แต่อาวุธลับเหล่านี้ ก็ถูกเปิดออกมาจนหมด..โดยแกนนำพันธมิตรฯ ที่อำมาตย์สร้างขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความหวังที่จะให้เกิดรัฐประหาร ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในปี 2551&lt;br /&gt;แม้กองกำลังติดอาวุธเบาของพันธมิตรฯ จะช่วยให้เกิดเหตุจลาจลขึ้นหลายครั้ง&lt;br /&gt;เช่นตอนเช้าของวันที่ 26 สิงหาคม (พ.ศ. 2551) กองกำลังติดอาวุธพันธมิตรฯ บุกยึดสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;และสถานที่ราชการอีกหลายแห่ง แต่ในที่สุดก็ต้องล่าถอยไปหมด ..เพราะไม่มีกองทัพไทยออกมาช่วยก่อรัฐประหาร&lt;br /&gt;ในกองทัพไทย มีความแตกแยกเป็นหลายฝ่าย จึงเป็นไปได้ว่า..กลุ่มที่ลงมือทำรัฐประหารก่อน อาจถูกอีกกลุ่มออกมา&lt;br /&gt;ปราบ หรือตลบหลัง..ทำรัฐประหารซ้ำ ทำให้ไม่มีใครเสี่ยงออกมาเป็นกลุ่มแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรุกแตกหักของชนชั้นอำมาตย์ ดูเหมือนรุนแรงและได้เปรียบในทุกด้าน ..แต่กลับผิดพลาดไปทุกด้านเช่นกัน&lt;br /&gt;ตรงกันข้ามกับฝ่าย นปช. ที่ในช่วงนั้นลดบทบาทตนเองลง และตั้งเป็นฝ่ายรับเท่านั้น แต่ นปช. กลับมีมวลชนเพิ่มมาก&lt;br /&gt;ขึ้นทุกวัน โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แค่รอผลสะท้อนกลับจากการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;อย่างไรก็ตาม ชนชั้นอำมาตย์ในยุคนี้ มีมุมมองที่เหนือสามัญสำนึกอย่างเหลือเชื่อ&lt;br /&gt;และยังคงออกอาวุธ รุกคืบต่อไปอย่างไม่สนใจความเสียหายต่อชนชั้นของตนเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(153, 0, 0);font-size:130%;" &gt;07&lt;br /&gt;ตุลาการรัฐประหาร ก่อให้เกิด "คนเสื้อแดง"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การยัดคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพให้กับจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ / แกนนำ นปช.&lt;br /&gt;การตัดสินคดีทุจริตเลือกตั้งของยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา / สส.พรรคพลังประชาชน&lt;br /&gt;การใช้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญปลด สมัคร สุนทรเวช จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ..&lt;br /&gt;และมาจนถึงศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน - เหล่านี้ มิได้แตกต่างไปจากคดียุบพรรคไทยรักไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความเห็นของแนวร่วมชนชั้นอำมาตย์ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องน่ายินดีและสะใจ&lt;br /&gt;แต่ในมุมมองของประชาชนอีกจำนวนมาก เห็นต่างออกไป..และเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจเพื่อกลั่นแกล้ง อยุติธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำบรรยายเชิงวิชาการของนายจักรภพ เพ็ญแข ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ..เมื่อปี 2550 ไม่มีถ้อยคำใดที่กล่าว&lt;br /&gt;หมิ่นสถาบันกษัตริย์ แต่ฝ่ายอำมาตย์ยกเอาคำว่า "ระบบอุปถัมภ์" ว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (?) ทั้งที่คำว่า&lt;br /&gt;patronage ในภาษาอังกฤษ หรือ แปลว่า "ระบบอุปถัมภ์" ในภาษาไทย ล้วนเป็นคำที่ใช้กันทั่วไป และในเนื้อหาก็&lt;br /&gt;มิได้กล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ด้วยซ้ำ - อย่างไรก็ตาม วิธีการกำจัดศัตรูทางการเมืองของชนชั้นอำมาตย์ คือยัดข้อหา&lt;br /&gt;ในทำนองนี้ โดยมี "สื่อมวลชนกระแสหลัก" เป็นผู้รับใช้ขยายความ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในคดีทุจริตเลือกตั้ง ข้อกล่าวหาคือนายยงยุทธ ติยะไพรัช แจกเงินให้หัวคะแนนในจังหวัดเชียงราย&lt;br /&gt;แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากปากคำของพยายโจทก์เอง กลายเป็นว่าพวกเขาพบกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช ก่อนจะมี&lt;br /&gt;การเลือกตั้ง และยังไม่มีการประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ..การพบปะกันนั้น นายยงยุทธมิได้เป็นคนนัดหมาย และยัง&lt;br /&gt;ไม่ได้ต้องการจะพบคนเหล่านี้ด้วยซ้ำ .. จากนั้น พยานโจทก์เกือบทุกคนยืนยันว่าจำเลยคือนายยงยุทธ ติยะไพรัช&lt;br /&gt;ไม่เคยแจกเงินให้พวกตน มีพยานโจทก์เพียงคนเดียวที่ยืนยันตามคำฟ้อง ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกฝ่ายยอมรับว่า การพบปะระหว่างนายยงยุทธ ติยะไพรัช และบุคคลเหล่านี้เกิดขึ้นก่อน พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง&lt;br /&gt;นั่นหมายถึงว่า &lt;strong&gt;เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง&lt;/strong&gt; ไม่ว่าจะพบหรือไม่พบ จะให้เงินหรือไม่ให้เงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ศาลการเมือง บอกว่าผิด ..และนำคดีเดียวกันไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชนอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;นายชัช ชลวร ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมคณะ ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในกรณีที่ประธานวุฒิสภา&lt;br /&gt;ส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความสิ้นสุดการ&lt;br /&gt;เป็นนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 267 ประกอบมาตรา 182 (7) เนื่องจากรับเป็น&lt;br /&gt;"พิธีกรกิตติมศักดิ์" ของรายการ “ชิมไปบ่นไป” และ “ยกโขยง 6 โมงเช้า” ซึ่งคณะตุลาการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0&lt;br /&gt;เสียง เห็นว่านายสมัครกระทำต้องห้ามขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงทำให้นายสมัครสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีลง แต่ให้คณะรัฐมนตรีรักษาการไปจนกว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ตรงนี้เป็นจุดพลิกผันสำคัญ..อีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์&lt;br /&gt;นปช. มีแนวร่วมประชาชนเพิ่มขึ้นอีก เป็นเท่าทวีคูณเพียงชั่วข้ามคืน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ นปช. กล่าวถึงชนชั้นอำมาตย์ อำนาจอันไม่ชอบธรรม ความอยุติธรรมของระบอบอำมาตยาธิปไตย ..สิ่งเหล่านี้&lt;br /&gt;ชนชั้นอำมาตย์ ได้ช่วยพิสูจน์ตนเองด้วยการกระทำ..ครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าทุกอย่างที่ นปช. พูดถึงนั้นได้เกิดขึ้นจริงทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วันที่ 7 ตุลาคม 2550&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มพันธมิตรฯ และกองกำลังติดอาวุธเบา พยายามยับยั้งการแถลงนโยบายของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;คนใหม่จากพรรคพลังประชาชน ..กลุ่มพันธมิตรฯพยายามบุกเข้าไปในรัฐสภา และปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดทั้งวัน&lt;br /&gt;มีผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บจำนวนมาก คนของกลุ่มพันธมิตรฯเสียชีวิตสองคน..จากระเบิดของกลุ่มพันธมิตรฯ&lt;br /&gt;ด้วยกันเอง อย่างไรก็ตาม มวลชนพันธมิตรฯมีความเชื่อตรงกันข้าม และสื่อมวลชนกระแสหลัก ก็โหมข่าวเข้าข้างกลุ่ม&lt;br /&gt;พันธมิตรฯอย่างเต็มที่ - อย่างไรก็ตาม การระดมสรรพกำลังมากมายทุกแขนง ชนชั้นอำมาตย์ก็ยังไม่สามารถทำลายฝ่าย&lt;br /&gt;ตรงข้ามทางการเมืองของตนลงไปได้ ชนชั้นอำมาตย์ไม่ได้เพิ่มมวลชนของฝ่ายตน (ดูจากการออกมาร่วมชุมนุม) และ&lt;br /&gt;ไม่ได้ลดมวลชนของฝ่ายตรงข้าม -&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ปรากฏการณ์นี้ แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งได้ร้าวลึก&lt;br /&gt;จนกลายเป็นสองขั้วชัดเจน..และยากจะคุยกันได้อีกต่อไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่า ในจำนวนนี้ย่อมมีคนที่อ้างว่า "เป็นกลาง" หรือ "ไม่ฝักใฝ่ใด" หรือสารพัดข้ออ้าง..ที่จะไม่ต้องร่วมรับผิดชอบ&lt;br /&gt;ต่อความเปลี่ยนแปลงในสังคม คนเหล่านี้..นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ เรียกว่า "พวกชิงหมาเกิด" และใน&lt;br /&gt;ความเป็นจริง คนเหล่านี้ก็คือบางส่วนของ พวกปฏิกิริยาชนชั้นกลาง ที่สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯมาแต่ต้นนั่นเอง แต่เมื่อ&lt;br /&gt;เหตุการณ์ไม่ราบรื่น ก็เป็นธรรมชาติของคนประเภทนี้..ที่จะหนีเอาตัวรอด โดยอ้าง วาทกรรมความเป็นกลาง  -  นี่เป็น&lt;br /&gt;ปัญหาใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรฯมาตั้งแต่ต้น ที่นำพวกปฏิกิริยาชนชั้นกลางเข้ามาร่วมขบวนการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน - มวลชนของ นปช. ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้นไปอีก&lt;br /&gt;คราวนี้มีมวลชนตำรวจชั้นผู้น้อย..เข้ามาร่วมกับ นปช. อีกเป็นจำนวนมาก เพราะ&lt;br /&gt;ตำรวจชั้นผู้น้อยมองว่าตนเองก็กลายเป็น "เหยื่อความอยุติธรรมของอำมาตยาธิปไตย" เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วันที่ 11 ตุลาคม 2551 ผู้จัดรายการ"ความจริงวันนี้" และแกนนำ นปช. ได้นัดพบประชาชนที่เมืองทองธานี&lt;br /&gt;โดยนัดแนะกันใส่เสื้อแดงเป็นสัญลักษณ์ นับเป็นการปรากฏตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรก..ในฐานะ "คนเสื้อแดง"&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่า เสื้อแดง หรือการใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ มีมาตั้งแต่การรณรงค์คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และการ&lt;br /&gt;ชุมนุมที่ม้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2550 ถือเป็นการชุมนุมครั้งแรกที่มีคนใส่เสื้อแดงมารวมกันมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม หากกล่าวถึง "ความเป็นคนเสื้อแดง" จุดเริ่มต้นเป็นทางการคือ 11 ตุลาคม 2551&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วันที่ 1 พฤศจิกายน 2551&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;รายการ"ความจริงวันนี้"นัดพบประชาชนอีกครั้ง ที่ราชมังคลากีฬาสถานแห่งชาติ ซึ่งมีประชาชนเสื้อแดงมาร่วมประมาณ&lt;br /&gt;หนึ่งแสนคน โดยคำนวณจากที่นั่งในสนามกีฬา พื้นที่บนสนาม พื้นที่บริเวณใกล้เคียงทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551&lt;br /&gt;กลุ่มพันธมิตรฯขยายขอบเขตความรุนแรงมากขึ้น&lt;br /&gt;โดยยกกำลังเข้ายึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ สนามบินนานาชาติดอนเมือง&lt;br /&gt;และยังมีการบุกเข้ายึดหอบังคับการบินที่สนามบินสุวรรณภูมิอีกด้วย&lt;br /&gt;ทำให้เครื่องบินทั้งหมดไม่สามารถขึ้นลงได้สักลำเดียว มีสินค้าและผู้โดยสารตกค้าง..&lt;br /&gt;ติดอยู่ในสนามบินอีกเป็นจำนวนมาก&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-size:130%;" &gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม การรัฐประหารที่ก็ยังไม่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;ส่วนการปราบปรามผู้ก่อการร้ายพันธมิตรฯที่ยึดสนามบินอยู่..ก็ไม่มีเช่นกัน&lt;br /&gt;กล่าวกันว่ากองทัพไทย โดยเฉพาะพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา เลือกที่จะขัดคำสั่งรัฐบาล (ถึงสองครั้ง) ในการไม่ปราบ&lt;br /&gt;กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ว่าเมื่อยึดทำเนียบรัฐบาล หรือยึดสนามบิน ขณะเดียวกัน พลเอกอนุพงษ์ ก็ขัดคำสั่งชนชั้นอำมาตย์&lt;br /&gt;โดยไม่นำกำลังทหารออกมาก่อรัฐประหาร (ครั้งแรก 26 สิงหาคม 2551 เมื่อกลุ่มพันธมิตรฯมายึดสถานีโทรทัศน์แห่ง&lt;br /&gt;ประเทศไทย NBT เปิดทางไว้ให้ แต่ทหารก็ไม่กล้าออกมาสานต่อผลงาน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เมื่อเป็นเช่นนี้ ชนชั้นอำมาตย์ก็ต้องลงมือเองอีกครั้ง&lt;br /&gt;วันที่ 2 ธันวาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน..&lt;br /&gt;อย่างรวดเร็ว และลัดขั้นตอนทุกอย่าง เป็นการปิดฉากรัฐบาลพรรคพลังประชาชน -&lt;br /&gt;เท่านั้นยังไม่พอ ชนชั้นอำมาตย์ยังใช้พลังพิเศษในการบังคับให้พรรคร่วมรัฐบาลหันมา&lt;br /&gt;ร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์..ในการตั้งรัฐบาลใหม่ แล้วดึงกลุ่ม สส. ทรยศจากพรรค&lt;br /&gt;พลังประชาชนมาร่วมอีกสามสิบกว่าคน (ส่วนมากเป็นกลุ่ม เนวิน ชิดชอบ)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งบังคับยุบพรรพลังประชาชน กองทัพไทยได้นำกำลังทหาร พร้อมอาวุธสงคราม&lt;br /&gt;ออกมาแสดงอาการข่มขู่ประชาชนผู้สนับสนุนพรรคพลังประชาชน ที่ชุมนุมกันอยู่ใกล้สถานที่ตัดสินคดี&lt;br /&gt;และในวินาทีเดียวกันนั้น กลุ่มพันธมิตรฯยังคงยึดสนามบินนานาชาิติสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง ทำเนียบรัฐบาล&lt;br /&gt;รวมทั้งทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวที่สนามบินดอนเมือง (ซึ่งอยู่ติดกับกองทัพอากาศ) ..โดยที่กองทัพไทยไม่เคยแสดง&lt;br /&gt;อาการเดือดร้อนใดๆ ไม่เคยแตะต้องกลุ่มพันธมิตรฯ ซ้ำยังส่งกำลังไปคุ้มครองป้องกันเสียด้วย..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;นี่คือการก่อรัฐประหารในรูปแบบใหม่..&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และนี่กลายเป็นจุดแตกหัก..ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย&lt;br /&gt;ที่ประเทศแบ่งออกเป็นสองขั้ว เกลียดชังกันอย่างชัดเจน เป็นครั้งแรกที่ชนชั้นอำมาตย์เปิดสงครามกับประชาชน&lt;br /&gt;เป็นครั้งแรกที่แนวร่วมประชาชนนับล้าน ประกาศเป็นศัตรูกับชนชั้นอำมาตยาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-8970056916877767329?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/8970056916877767329'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/8970056916877767329'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2010/01/2549-2551.html' title='2549 - 2551 ลำดับความขัดแย้ง - แตกแยก - แตกหัก !!'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-8607996835914058874</id><published>2009-11-19T06:39:00.001-08:00</published><updated>2009-11-19T18:33:01.536-08:00</updated><title type='text'>มติชนเขียนข่าวโกหก !! Matichon News Lies !!</title><content type='html'>&lt;img src="http://farm4.static.flickr.com/3061/2475539307_1e2114f574.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์ : 19 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;สื่อไทยชั่วสุดขีด ล่าสุดมติชนโกหกว่า"จักรภพ"แถลงข่าวส่งอาวุธเขมรเข้าไทย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังมีพฤติการณ์ที่ตกต่ำหาความเชื่อถือไม่ได้ ไร้การตรวจสอบข่าว เอาแต่จะจ้องทำลายดิสเครดิตฝ่าย&lt;br /&gt;ประชาธิปไตยเป็นสมุนช่วงใช้เผด็จการเข้าทุกวันสำหรับสื่อกระแสหลัก &lt;strong&gt;หลังจากอาทิตย์ที่แล้ว เครือผู้จัดการ&lt;br /&gt;และสื่อกระแสหลักโหมชวนเชื่อว่าทักษิณให สัมภาษณ์TIMES ONLINEหมิ่นเบื้องสูง ทั้งที่ทักษิณให้&lt;br /&gt;สัมภาษณ์จงรักภักดี และเมื่อวานยังออกข่าวมั่วอีกใส่ไคล้ว่านักท่องอินเตอร์เน็ตที่เป็นนาง พยาบาลกับ&lt;br /&gt;ดีเจจัดรายการผ่านแคมฟร็อกเป็นคนคุมการยิงระเบิดM79ใส่เวทีพันธมิตร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;(ดูลิ้งค์ข่าว &lt;a href="http://thaienews.blogspot.com/2009/11/djm79.html"&gt;ฮาลั่นเวบเสธ.แดง พธม.แหลใส่นางพยาบาลเล่นเน็ตกับDJแคมฟร็อกเป็นมือบึ้มM79ถล่มพันธมิตร &lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ล่าสุดมาถึงคิว"สื่อคุณภาพของประเทศ"อย่างมติชนออนไลน์กันบ้างที่พาดหัวข่าวว่า&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1258541251&amp;amp;grpid=00&amp;amp;catid="&gt;บก.เรดนิวส์ยัน"จักรภพ"แถลงข่าวส่งอาวุธเขมรเข้าไทย19พ.ย.&lt;/a&gt; โดยเนื้อหาข่าวมีดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 18 พฤศจิกายนได้รับแจ้งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ&lt;br /&gt;ระบุข้อความนัดหมายสื่อมวลชนว่า นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตแกนนำคนเสื้อแดงที่อยู่ระหว่างหลบหนีคดี&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;จะแถลงข่าวส่งอาวุธเขมรเข้าไทย &lt;/strong&gt; วันที่ 19 พฤศจิกายน.เวลา 14.30 น. ที่ชั้น 5 ห้อง&lt;br /&gt;เรดช็อป อิมพีเรียล ลาดพร้าว อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อไปยังหมายเลขโทรศัพท์มือถือซึ่งเป็น&lt;br /&gt;ผู้แจ้งกำหนด การดังกล่าวแต่ปรากฏว่าได้ปิดเครื่องไม่สามารถติดต่อได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่นาย จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ&lt;br /&gt;แห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ตนไม่ทราบความเคลื่อนไหวของนายจักรภพว่าได้เข้ามาประเทศไทยแล้วหรือยัง&lt;br /&gt;เพราะหลังจากที่นายจักรภพประกาศแยกทางไปตั้งกลุ่มแดงสยามก็ไม่ได้ติดต่อ ประสานงานกันอีกเลย ส่วน&lt;br /&gt;การแถลงข่าวของนายจักรภพในวันที่ 19 พ.ย. ก็เป็นเรื่องของนายจักรภพ ส่วนพวกตนก็คือ นปช. โดยหลังจาก&lt;br /&gt;การประชุมในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ แกนนำ นปช.จะแถลงข่าวในเวลา 13.00 น.ที่อิมพีเรียลลาดพร้าวเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวมติชน ได้โทรศัพท์สอบถามไปยังนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข  แกนนำ นปช.และ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;บรรณาธิการหนังสือพิมพ์  Red News ของคนเสื้อแดง  ได้กล่าวยืนยันว่า&lt;br /&gt;นายจักรภพจะเปิดแถลงข่าวจริง&lt;/strong&gt;ใน เวลา 14.30 น. วันที่ 19 พ.ย. นี้ ที่ ร้าน Red Shop ชั้น 5 อิมพีเรียล&lt;br /&gt;ลาดพร้าว ขณะที่ แกนนำ นปช. 3 เกลอนั้นจะแถลงข่าวที่ ชั้น 6 สถานที่เดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับนายจักรภพ นั้น เป็นต้องหาในความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112&lt;br /&gt;กรณีกล่าวบรรยายพิเศษเป็นภาษาอังกฤษโดยมีถ้อยคำเข้าข่ายดูหมิ่นสถาบัน ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ&lt;br /&gt;แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ก่อนที่จะหลบหนีหมายศาลและเดินทางไปต่างประเทศ โดยที่&lt;br /&gt;ไม่กลับเข้าประเทศไทยมาตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน 2552 ภายหลังจากการชุมนุมใหญ่และก่อจลาจลโดยกลุ่ม&lt;br /&gt;เสื้อแดง แต่ก็ยังคงมีความเคลื่อนไหวทางด้านการเมืองอยู่เรื่อยๆ &lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ทีมงานจักรภพโต้ไม่เคยแจ้งเลยว่าเป็นเรื่องแถลงข่าวขนอาวุธเขมรเข้าไทย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีม งานนายจักรภพ เพ็ญแข เปิดเผยว่า ได้แต่งุนงงกับข่าวที่มติชนนำเสนอเรื่องแถลงข่าวจะขนอาวุธจากเขมร&lt;br /&gt;เข้าไทยเพราะไม่เคยแจ้งไปเช่นนั้นเลย แต่ได้แจ้งไปยังสื่อมวลชนจริงๆด้วยข้อความว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เรียนพี่น้อง สื่อมวลชนที่รัก ในวันพฤหัสบดีที่ 19 พ.ย. 52 “คุณจักรภพ เพ็ญแข”&lt;br /&gt;จะจัดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรก หลังจากที่ได้เดินทางออกนอกประเทศ เพราะเห็นว่าระยะนี้&lt;br /&gt;มีข่าวเกี่ยวกับประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านออกมามาก มาย ซึ่งถูกบ้างผิดบ้าง จึงอยากจะเปิดใจให้&lt;br /&gt;ทุกท่านได้รับทราบถึงข้อเท็จจริงจึงขอเชิญพี่น้องสื่อมวล ชน มาร่วมฟังการแถลงข่าวในครั้งนี้โดยพร้อมเพรียงกัน&lt;br /&gt;ในวันพฤหัสบดีที่ 19 พ.ย. 52 เวลา 14.00 น. ณ ห้องเสวนา ชั้น 5 (The Red Shop) ห้างอิมพีเรียล เวิล์ด&lt;br /&gt;ลาดพร้าว ติดต่อคุณนุช 081-6967603, คุณสุณี 089-0412131 กรุณาแจ้งบอกต่อให้ด้วยคะ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้จากการสอบถามนาย จักรภพ ทีมงานของนายจักรภพกล่าวว่า&lt;br /&gt;อาจมีการแถลงข่าวในประเด็นนี้หลังจากสื่อมวลชนนำเสนอข่าวคลาดเคลื่อน เหมือนการพยายามโยงว่าฝ่าย&lt;br /&gt;ทักษิณไปติดต่อกับเขมรเพื่อขนอาวุธเข้ามาก่อเหตุในไทย ซึ่งเป็นความพยายามของสื่อกระแสหลักที่จะให้ร้าย&lt;br /&gt;ความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ที่มติชนออนไลน์อ้างว่ามีการแจ้งข้อความผ่าน โทรศัพท์มือถือแจ้งการแถลงข่าวนั้นมีการแจ้งไปจริง&lt;br /&gt;ผ่าน SMSของสำนักข่าว TPnews โดยมีข้อความว่า&lt;br /&gt;"บ่ายสอง19พ.ย.จักรภพแถลงข่าวประเด็นร้อนๆที่ชั้น5อิมพีเรียลลาดพร้าว"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"คุณจักรภพอ่านข่าวแล้วก็ได้แต่ขำๆ มติชนนี่ว่าหนักแล้ว "ข่าวออนไลน์ของเนชั่นทันข่าว"ตลกกว่าอีกบอกว่า&lt;br /&gt;จักรภพจะขนอาวุธมาที่ร้าน เรดช็อป อิมพีเรียลลาดพร้าวกันเลย คุณจักรภพก็ได้แต่ขำๆ และจะถือโอกาสชี้แจง&lt;br /&gt;ความจริงซะเลยในวันนี้"เจ้าหน้าที่ทีมงานนายจักรภพกล่าว และเพิ่มเติมว่า ก่อนนี้มีสื่อบางฉบับนำเสนอข่าวพาดพิง&lt;br /&gt;ว่าจักรภพจะขนอาวุธเข้าไทย เลยทำให้นายจักรภพออกมาชี้แจงแถลงข่าววันนี้ พอส่งหนังสือเชิญทางสื่อมวลชน&lt;br /&gt;มาทำข่าว กลายเป็นเรื่อง"ไปไหนมาสามวาสองศอก"เพราะนำไปพาดหัวว่าจักรภพแถลงข่าวจะขนอาวุธจากเขมร&lt;br /&gt;เข้าไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้จากการที่ทีมงานจักรภพสอบถามไปยังมติชนว่าทำไมเสนอข่าวอย่างนี้&lt;br /&gt;ได้รับคำตอบว่าพอดีในส่วนของการนำเสนอข่าวออนไลน์นั้นเป็นแผนกเล็กๆควบคุม ดูแลไม่ทั่วถึง&lt;br /&gt;และเป็นนักข่าวใหม่ที่ดูแลอยู่ 2คน แต่จนป่านนี้มติชนออนไลน์ก็ไม่ได้แก้ไขข่าวแต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-8607996835914058874?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/8607996835914058874'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/8607996835914058874'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2009/11/matichon-news-lies.html' title='มติชนเขียนข่าวโกหก !! Matichon News Lies !!'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://farm4.static.flickr.com/3061/2475539307_1e2114f574_t.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-7066490545269339685</id><published>2009-11-15T15:14:00.000-08:00</published><updated>2009-11-15T15:32:25.807-08:00</updated><title type='text'>ทำไมอำมาตย์ต้องการสงครามที่ชายแดนกัมพูชา</title><content type='html'>article : SIAM Freedom Fight&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะนโยบาย&lt;br /&gt;กับต่างประเทศ - และเพียงลำพังพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ก็ไม่ใช่บุคคลเดียวที่บงการทุกอย่างในระบอบ&lt;br /&gt;อำมาตยาธิปไตย  ส่วนชนชั้นสูงในระบอบอำมาตยาธิปไตยนั้น แม้นมีนิสัยชอบดูถูกเหยียดหยามเพื่อนบ้าน&lt;br /&gt;แม้นสร้างสมอำนาจด้วยการปลุก "ลัทธิคลั่งชาติ" ให้ประชาชนรู้สึกเป็นศัตรูกับประเทศเพื่อนบ้านตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่ทว่า ชนชั้นอำมาตยาธิปไตย ซึ่งมีการศึกษา และประกอบด้วยผู้คนหลากหลายอาชีพ ย่อมรู้ดีว่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สงครามกับประเทศเพื่อนบ้านในศตวรรษปัจจุบัน ไม่สามารถรบยืดเยื้อ  หรือขยายขอบเขตสงครามออกไป&lt;br /&gt;จนถึงขั้นรบไล่กันในตัวเมือง เพราะกลุ่มอาเซี่ยนย่อมเข้าแทรกแซง..เพื่อยุติสงคราม แล้วถ้าประเทศคู่สงคราม&lt;br /&gt;ยังคงดื้อดึง ก็ยังมีองค์การสหประชาชาติ และนานาประเทศ ที่จะยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ย เข้ามาบังคับให้ยุติ&lt;br /&gt;การสู้รบนั้นทันที ไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ชนชั้นอำมาตยาธิปไตย ย่อมรู้ดีว่าการปลุกกระแสคลั่งชาติอย่างรุนแรง เพื่อนำไปสู่สงครามกับประเทศ&lt;br /&gt;กัมพูชา ปลุกให้ลุกลามถึงขั้นรบราฆ่าฟันกันนั้น ถึงแม้กองทัพไทยไม่อาจเอาชนะเด็ดขาดในสนามรบ แต่ศึก&lt;br /&gt;สงครามก็จะไม่มีวันขยายวงเข้ามาถึงพื้นที่ในตัวเมือง อันเป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลาง หรือ "พวกปฏิกิริยา&lt;br /&gt;ชนชั้นกลาง" อันเป็นแนวร่วมสำคัญของระบอบอำมาตยาธิปไตย  -  ที่แน่นอนที่สุดคือ สงครามนี้จะไม่มีทาง&lt;br /&gt;ขยายวงเข้ามาถึงชานเมืองกรุงเทพฯ เพราะนานาประเทศจะต้องเข้ามาแทรกแซงก่อนที่สงครามจะบานปลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สงครามนี้ก็จะอยู่แค่ชายแดนไทย - กัมพูชาเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span&gt;แล้วใครคือ "ทหารที่ถูกกำหนดให้ตาย" ในสงครามที่ว่านี้ ??&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;แน่นอนว่า ทหารที่ถูกกำหนดให้ตายในสงครามที่ว่านี้คือ&lt;br /&gt;ทหารพราน ซึ่งส่วนมากเป็น "คนเสื้อแดง"&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้เป็นพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 แต่ทหารพรานก็เป็นหน่วยแรก ที่ต้องรักษาพื้นที่แนวชายแดน&lt;br /&gt;ไทย - กัมพูชาเอาไว้ เพราะเป็นหน้าที่ เป็นพื้นที่รับผิดชอบโดยตรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนกรุงเทพปลุกกระแสสงคราม แต่ทหารจากกรุงเทพไม่ต้องออกไปรบ&lt;br /&gt;พรรคการเมืองของภาคใต้สนับสนุนสงคราม แต่ทหารจากภาคใต้ก็ไม่ต้องออกไปรบ&lt;br /&gt;แม้แต่ปัญหาในสามจังหวัดของภาคใต้เอง ก็ยังขนคนอีสาน คนเหนือไปรบแทนตัวเอง แล้วคนใต้อยู่ที่ไหน ??&lt;br /&gt;อยู่ที่พิษณุโลก ?? ที่ไม่มีศึกสงคราม ?? หรือเปล่า ?? --&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาถึงสงครามไทย - กัมพูชา ที่อำมาตย์ไทยต้องการให้เกิดขึ้นเสียเหลือเกินนั้น&lt;br /&gt;ที่สุดแล้ว มันก็กำหนดไว้แต่ต้น..ว่าต้องให้ ทหารพราน..ซึ่งส่วนมากเป็นคนเสื้อแดงออกไปรบ&lt;br /&gt;ที่สุดแล้ว มันก็กำหนดไว้แต่ต้น..ว่าต้องให้ ทหารพราน..ซึ่งส่วนมากเป็นคนเสื้อแดงออกไปตาย&lt;br /&gt;ที่สุดแล้ว มันก็กำหนดไว้แต่ต้น..ว่าเมื่อทหารพราน..ซึ่งส่วนมากเป็นคนเสื้อแดงตายไปเยอะแล้ว&lt;br /&gt;มันก็จะเรียกร้องให้นานาประเทศเข้าแทรกแซง เพื่อยุติสงคราม เพื่อทหารกรุงเทพ ทหารคนใต้ไม่ต้องออกรบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างที่มันส่งทหารพราน ลูกหลานคนเสื้อแดงออกไปตายในสนามรบ (ที่มันจงใจให้แพ้มาแต่ต้น) พวกสื่อ&lt;br /&gt;ในกรุงเทพ ก็จะประโคมข่าวให้ร้ายป้ายสีคนเสื้อแดงทุกวี่ทุกวัน ในขณะที่ทหารกรุงเทพ ทหารคนใต้อยู่อย่าง&lt;br /&gt;มีความสุขความสบาย (อาจสะสมกำลังเตรียมรัฐประหาร หรือออกมาไล่ฆ่าคนเสื้อแดง หลังจากที่กำลังทหารพราน&lt;br /&gt;ของเราตายไปแล้วในสนามรบ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอจะคิดออกหรือยังว่า ทำไมอำมาตย์ต้องการสงครามที่ชายแดนกัมพูชา&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-7066490545269339685?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/7066490545269339685'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/7066490545269339685'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2009/11/blog-post.html' title='ทำไมอำมาตย์ต้องการสงครามที่ชายแดนกัมพูชา'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-2358447181277034121</id><published>2009-10-01T17:43:00.000-07:00</published><updated>2009-10-01T17:48:28.211-07:00</updated><title type='text'>เพลงชาติไทยคือเพลงของคนเสื้อแดง</title><content type='html'>&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;เพลงชาติไทยเหมาะกับการต่อสู้ของ "คนเสื้อแดง" อย่างมาก&lt;br /&gt;ราวกับว่าเขียนเนื้อเพลงขึ้นมาให้คนเสื้อแดงโดยเฉพาะ ..ขนาดนั้น&lt;br /&gt;คราวนี้ เราลองมาดูเนื้อเพลงกันที่ละท่อน..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ประโยคนี้ตรงไปตรงมา ไม่ต้องตีความ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ท่อนนี้สำคัญมากที่สุด .."เป็นประชารัฐ" คือเป็นรัฐของประชาชน&lt;br /&gt;ย้ำอีกครั้ง..เป็นรัฐของประชาชน - และตามด้วย "ไผทของไทยทุกส่วน"&lt;br /&gt;คือแผ่นดินทุกส่วนเป็นของคนไทย นั่นก็หมายความว่าประเทศนี้&lt;br /&gt;เป็น รัฐของประชาชน ซึ่งแผ่นดินทุกตารางนิ้วก็เป็นของประชาชนคนไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ท่อนนี้ก็ตรงไปตรงมา ไม่ต้องขยายความ&lt;br /&gt;และตามต่อด้วย..&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ก็คือ กูอยู่ของกูเฉยๆ อย่ามายุ่งกะกู (รักสงบ) แต่ถ้ามันมากเกินไป&lt;br /&gt;ก็ต้องเป็นเรื่องกัน ..ซึ่งเนื้อความนี้ก็ตรงกับนิสัยคนไทยจริงๆ เวลา&lt;br /&gt;หมดความอดทน ก็ต้องยกพวกมาลุยกันให้เละไปข้างหนึ่ง..(แต่ถึงรบไม่ขลาด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ท่อนนี้ก็ตรงไปตรงมาอีกเช่นกัน แต่หากขยายความสักนิดหน่อย&lt;br /&gt;"เอกราช" นี้คืออะไร ..ในสังคมศตวรรษที่ 21 ที่ไม่มีการล่าอาณานิคม&lt;br /&gt;ในแบบยกทัพไปยึดครองประเทศ กวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลยอีกแล้ว&lt;br /&gt;คำว่า เอกราช นั้นไม่ต้องอธิบาย เพราะเป็นคำพื้นฐานที่ทุกคนเข้าใจ&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อเราโยงเข้าสู่เนื้อความก่อนหน้าในเพลงชาตินี้ คือ&lt;br /&gt;"เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน" - เมื่อเป็นรัฐของประชาชน ที่&lt;br /&gt;แผ่นดินทุกส่วนเป็นของประชาชน ..เอกราชของรัฐนี้ จึงต้องเป็นเรื่อง&lt;br /&gt;สิทธิ เสรีภาพของประชาชน..ในฐานะเจ้าของแผ่นดินตัวจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากประชาชนไม่ใช่เจ้าของแผ่นดินตัวจริง ไม่มีอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง&lt;br /&gt;และถูกครอบงำโดยอำนาจอื่น หรือหากประชาชนจำต้องใช้อำนาจอธิปไตย&lt;br /&gt;นั้นในทางอ้อม หรือถูกริดรอน ถูกแย่งชิง (เช่นรัฐประหาร) ถูกจำกัด กดขี่&lt;br /&gt;ด้วยกฏหมายที่ไม่เป็นธรรม..ไม่มีมาตรฐาน นั่นเท่ากับว่าในรัฐของประชาชน&lt;br /&gt;ที่ว่านี้ไม่มีเอกราช คือถูกครอบครอง ยึดครอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น การที่ประชาชนลุกขึ้นสู้กับ "อำนาจ" ข้างต้น จึงเป็นไปตามเนื้อความ&lt;br /&gt;ในเพลงชาติไทย ที่ว่า "เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในท่อนสุดท้าย&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ตรงไปตรงมาอีกเช่นกัน ..เพื่อรักษาเอกราชของรัฐแห่งประชาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ ..หักมุมนิดๆ&lt;br /&gt;ที่รัฐบาลหุ่นเชิดของอำมาตยาธิปไตย เชิญชวนให้ผู้คนร้องเพลงชาติไทยของ&lt;br /&gt;คนเสื้อแดง ในขณะที่คนเสื้อแดงกำลังต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตย เพื่อเป็นไป&lt;br /&gt;ตามเนื้อความในเพลงชาติ .. ทำให้คิดต่อไปได้ว่า สาวกอำมาตย์เหล่านี้ ไม่เคย&lt;br /&gt;ฟังเพลงชาติไทยอย่างจริงจังสักครั้งเลย..หรือไม่ ??&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2"&gt;ประวัติ ความเป็นมาของเพลงชาติไทย&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-2358447181277034121?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/2358447181277034121'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/2358447181277034121'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2009/10/blog-post.html' title='เพลงชาติไทยคือเพลงของคนเสื้อแดง'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-4644771649508294267</id><published>2009-09-20T07:42:00.000-07:00</published><updated>2009-09-20T07:43:20.310-07:00</updated><title type='text'>ร่วมกันทำลายแนวคิด/ลัทธิของอำมาตย์</title><content type='html'>article : Giles Ji Ungpakorn ใจ อึ๊งภากรณ์&lt;br /&gt;date : September 19 , 2009 - 19 กันยายน 2552&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จักรภพ เพ็ญแข จบบทความของเขาเมื่อไม่นานมานี้ด้วยถ้อยคำสำคัญดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“ประชาชน...อำมาตย์... สองเราต้องเท่ากัน”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;น่าคิดนะครับ!! &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความเห็นส่วนตัวของผม &lt;br /&gt;(ซึ่งคุณจักรภพไม่ต้องรับผิดชอบกับบทความนี้เพราะไม่ได้คุยกันมาเจ็ดเดือน) &lt;br /&gt;ประเด็นไม่ใช่ว่าฝ่ายอำมาตย์  “จะยอมหรือไม่”  อย่างที่บางคนอาจนึกคิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ประเด็นที่บทความของคุณจักรภพชวนให้ผมคิด และผมขอชวนให้ท่านคิดต่อ... &lt;br /&gt;คือเรื่องลัทธิ  “ความเสมอภาค”  เพราะลัทธิหรือปรัชญา “ความเสมอภาค” เป็นอาวุธทาง&lt;br /&gt;ความคิดที่สำคัญที่สุดในการทำลายลัทธิอภิสิทธิ์ชนของอำมาตย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดดูซิ  อำมาตย์ทำรัฐประหารเพราะมองว่าพลเมืองส่วนใหญ่ “ต่ำและโง่เกินไป” &lt;br /&gt;“ไม่ควรมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกรัฐบาล” อำมาตย์เกลียดชังการที่รัฐบาลไทยรักไทยนำ&lt;br /&gt;ภาษีประชาชนมาบริการประชาชน เช่นในระบบสาธารณสุข เพราะอำมาตย์อยากเอาเงิน&lt;br /&gt;ภาษีพลเมืองมาใส่กระเป๋าของตนเอง มาเชิดชูตนเอง หรือซื้อเครื่องบินราคาเป็นล้านให้&lt;br /&gt;ตัวเองนั่ง อำมาตย์เกลียดระบบรัฐสวัสดิการและเคยพูดไว้เป็นหลักฐานด้วย &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เขาชอบให้คนจนพอเพียงกับความจน ไม่อยากให้มีการกระจายรายได้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นเราต้องรณรงค์ให้มีรัฐสวัสดิการและการกระจายรายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อำมาตย์อยากให้เราใช้ภาษาพิเศษกับเขา ชื่อเขาก็แปลกๆยาวๆ เพื่อไม่ให้ดูเท่าเทียมกับเรา &lt;br /&gt;เวลาเราไปหาอำมาตย์ก็ต้องคลานเหมือนสัตว์ นิยายอำมาตย์อ้างว่า เขาเหนือมนุษย์ธรรมดา&lt;br /&gt;เพราะเก่งทุกอย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจึงต้องรณรงค์ให้ทุกคนเท่าเทียมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลัทธิ ความคิดเสมอภาคจะทำลายข้ออ้างและการสร้างความชอบธรรมของอำมาตย์ทั้งหมด &lt;br /&gt;เพราะลัทธิความเสมอภาคในระบบประชาธิปไตยแท้ ยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน &lt;br /&gt;ไม่มีใครต่ำ ไม่มีใครสูง ไม่มีใครมีสิทธิพิเศษ ทุกคนถูกติชมได้ ทุกคนต้องทำงานถ้ามีโอกาส&lt;br /&gt;หรือมีปัญญาพอ ทุกคนต้องเสียภาษี &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;และที่สำคัญลัทธิเสมอภาคและประชาธิปไตยแท้ เสนอว่าพลเมืองทุกคนมี&lt;br /&gt;วุฒิภาวะที่จะปกครองตนเอง และเลือกผู้แทนของตนเองอย่างเสรี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นการทำรัฐประหาร การขัดขวางประชาธิปไตย และการมีคนถือตำแหน่งสาธารณะโดย&lt;br /&gt;ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างเสรี ย่อมเป็นสิ่งที่ผิด การสืบทอดสายเลือดอาจทำให้เรามีหน้าตา&lt;br /&gt;เหมือนพ่อแม่ปู่ย่าตายายเราได้ แต่มันไม่ใช่สาเหตุที่จะดำรงตำแหน่งพิเศษในสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าลัทธิเสมอภาคเป็นอาวุธอันแหลมคมที่ใช้ทำลายอำมาตย์ได้ เราควรใช้มันทุกวัน ในทุกเรื่อง &lt;br /&gt;ในทุกโอกาส ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ดังนั้นทุกคนร่วมกันทำได้ ผมขอยกตัวอย่างอื่นๆ นอกจาก&lt;br /&gt;ตัวอย่างที่เสนอไปแล้ว เช่น - เราควรเสนอว่ามนุษย์ทุกคน ไม่ว่าเชื้อชาติอะไร ศาสนาอะไร หรือ&lt;br /&gt;ใช้ภาษาอะไร เป็นคนเหมือนกันและเท่าเทียมกัน หยุดดูถูก ล้อเลียน หรือเอาเปรียบคนพม่า ลาว &lt;br /&gt;เขมร หยุดการมีความคิดอคติกับคนมุสลิมภาคใต้ หยุดคิดว่าการเป็น “ไทย” ยอดเยี่ยมที่สุด และ&lt;br /&gt;หยุดคิดว่า “เราเป็นคนไทยด้วยกัน ต้องสามัคคี” ตามแนว “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” ของอำมาตย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าลืมว่าอำมาตย์มองว่าคนส่วน ใหญ่ในประเทศเป็นพลเมืองชั้นสอง สิ่งเหล่านี้สำคัญ &lt;br /&gt;เพราะทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์ และเอาดาบทาง&lt;br /&gt;ปัญญาฟันความคิดของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราควรเสนอให้นักโทษในคุกไทยมี สิทธิ์สมกับการเป็นมนุษย์ อย่าดูถูกเขาว่าเป็น “คนเลว” &lt;br /&gt;เพราะเพียงแต่อยู่ในคุก  คนติดคุกที่เป็นคนดีมีมากมาย เช่นคุณดา คุณสุวิชา คนจนที่โชคร้าย&lt;br /&gt;อีกหลายแสนคนติดคุก เพราะเขาเป็นเหยื่อสังคม คนเลวแท้ไม่ได้อยู่ในคุกแต่ปกครองประเทศ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเสื้อแดงต้องรณรงค์ให้ปล่อยนักโทษส่วนใหญ่ และให้ปฏิรูปคุกซึ่งเป็นนรกของคนจน &lt;br /&gt;เราต้องยกเลิกโทษประหาร คนที่ทำผิดยังมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิต และมีสิทธิ์ที่จะปรับตัว เราต้องเลิก&lt;br /&gt;อคติที่เรามีกับนักโทษ เลิกใช้แรงงานนักโทษเพื่อเอาโคลนออกจากท่อระบายน้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน &lt;br /&gt;คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์ -- และเอาดาบทางปัญญาฟันความคิดของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรา ควรยืนยันว่ามนุษย์ต้องเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีรสนิยมทางเพศอย่างไร &lt;br /&gt;อำมาตย์พยายามสร้างภาพเรื่องครอบครัว และความสำคัญของศีลธรรมอนุรักษ์นิยมเรื่องเพศ &lt;br /&gt;แต่เขาเองก็ประพฤติไม่ได้ คนเสื้อแดงต้องเรียกร้องสิทธิเสรีภาพกับ หญิง ชาย เกย์ กะเทย &lt;br /&gt;ทอม ดี้ ทุกคนควรได้รับความเคารพเท่าเทียมกัน ผู้หญิงไทยควรมีสิทธิที่จะเลือกทำแท้งอย่าง&lt;br /&gt;ปลอดภัยถ้าต้องการ อย่าไปเชื่อจำลอง ศรีเมือง ในเรื่องนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน &lt;br /&gt;คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์ -- และเอาดาบทางปัญญาฟันความคิดของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราควรคัดค้านการใช้อภิสิทธิ์ การปิดถนนเพื่อคนใหญ่คนโต เราต้องร่วมกันด่าร่วมกันวิจารณ์ &lt;br /&gt;ทั้งลับหลังและต่อหน้า เราต้องเสนอว่ารถพยาบาลเท่านั้นที่ควรได้อภิสิทธิ์แบบนี้ เราต้องเลิกคิด&lt;br /&gt;ว่าในสังคมเราต้องมี “ผู้ใหญ่ กับผู้น้อย” เราควรเลิกก้มหัวให้ผู้ที่อ้างตัวเป็นผู้ใหญ่ ผู้หญิงควรเลิก&lt;br /&gt;เรียกตัวเองว่า “หนู” เราควรจะสุภาพกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เรียกทุกคนว่า “คุณ” หรือ “ท่าน” &lt;br /&gt;อย่างเสมอภาค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน &lt;br /&gt;คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์ -- และเอาดาบทางปัญญาฟันความคิดของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราควรรักเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กของใคร ควรรณรงค์ให้เด็กมีความสนุก มีโอกาสเรียนรู้อย่างเสรี &lt;br /&gt;และมีสุขภาพที่ดี เด็กๆควรสุภาพ แต่ไม่ต้องมาเคารพผู้ใหญ่ในรูปแบบที่อำมาตย์เสนอ เพราะมัน&lt;br /&gt;ไร้เหตุผลและสร้างความเหลื่อมล้ำ เด็กก็เป็นคน มีสิทธิ์มีเสียง และสมควรที่จะได้รับความเคารพ &lt;br /&gt;ผู้หญิงสาวๆ หรือชายหนุ่มๆ ที่ทำงานในร้านอาหารหรือที่อื่น ไม่ใช่ “เด็ก” อย่าเรียกเขาอย่างนั้น &lt;br /&gt;เรียกว่า “น้อง” หรือ “พี่” ก็ได้ เราต้องมีความเสมอภาคทางอายุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน &lt;br /&gt;คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์ -- และเอาดาบทางปัญญาฟันความคิดของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสังคมปัจจุบัน การไหว้คนอื่นกลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนชั้นสูง-คนชั้นต่ำ &lt;br /&gt;ผู้น้อยต้องไหว้ผู้ใหญ่ก่อนและต้องก้มหัว ผู้ใหญ่ก็จะรับไหว้ เลิกเถิด!! อาจไม่ต้องไหว้กันเลยก็ได้ &lt;br /&gt;โค้งนิดๆ ทั้งสองฝ่าย ยิ้มให้กันตามมารยาท จะเท่าเทียมกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าลืมว่าทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน &lt;br /&gt;คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์ -- และเอาดาบทางปัญญาฟันความคิดของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันหยุดต่างๆ ไม่ต้องปักธงหรือเครื่องประดับของอำมาตย์ &lt;br /&gt;ถ้าจะฉลองวันสำคัญเน้นไปที่วันของประชาชน เช่น 24 มิถุนายน หรือ 14 ตุลาคมแทนก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเราคงคิดถึงตัวอย่างอื่นๆ ได้อีกมากมายได้ &lt;br /&gt;และเราทุกคนสามารถร่วมกันสร้างวัฒนธรรมความเท่าเทียม เพื่อค่อยๆ ทำลายความคิดของอำมาตย์&lt;br /&gt;ในสังคมได้ อย่ายอม อย่าก้มหัว เราไม่ใช่ราษฎร เราไม่ใช่ไพร่ เราไม่ได้อยู่ใต้ฝุ่นเท้าใคร &lt;br /&gt;เพราะเราเป็นพลเมืองของสังคมใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลัทธิ / ปรัชญาความเท่าเทียม &lt;br /&gt;ในความเห็นผม เป็นสิ่งเดียวกับ “สังคมนิยม” &lt;br /&gt;ดังนั้นเราต้องนำความคิดสังคมนิยมมารบกับความคิดอำมาตย์ &lt;br /&gt;แต่ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ตรงนี้ คนเสื้อแดงทุกคนสามารถใช้ลัทธิความเท่าเทียมได้&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-4644771649508294267?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/4644771649508294267'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/4644771649508294267'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2009/09/blog-post_20.html' title='ร่วมกันทำลายแนวคิด/ลัทธิของอำมาตย์'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-8844723110162110755</id><published>2009-09-16T10:07:00.000-07:00</published><updated>2009-09-16T10:11:00.540-07:00</updated><title type='text'>ปัญหาของแนวทางสันติวิธี</title><content type='html'>article : Giles Ji Ungpakorn ใจ อึ๊งภากรณ์&lt;br /&gt;date : September 14 , 2009 - 14 กันยายน 2552&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาพิจารณาแนวทางการต่อสู้แบบสันติวิธี&lt;br /&gt;เราจะต้องคำนึงถึงประเด็นปัญหา 3 อย่างคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;1&lt;/u&gt;. แนวทางสันติวิธีมีประสิทธิภาพในการสร้างประชาธิปไตย&lt;br /&gt;และเสรีภาพแค่ไหน ? และหลีกเลี่ยงเหตุการนองเลือดได้จริงหรือ ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;2&lt;/u&gt;. คนในสังคม นักวิชาการ สื่อกระแสหลัก และคนทั่วไป นิยามสันติวิธีอย่างไรบ้าง ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;3&lt;/u&gt;. คนกลุ่มไหนในสังคมเป็นผู้ที่ใช้ความรุนแรงมาตลอดและอย่างเป็นระบบ ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ประสิทธิภาพของสันติวิธี&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มหาตมะ คานธี ขึ้นชื่อว่าเป็นศาสดาแห่งสันติวิธี &lt;br /&gt;เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาจริงใจที่จะใช้แนวทางนี้ และเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีบทบาท&lt;br /&gt;ในการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียจากอังกฤษ &lt;strong&gt;อย่างไรก็ตามแนวทางของ &lt;br /&gt;มหาตมะ คานธี ไม่ได้หลีกเลี่ยงเหตุการณ์นองเลือดแต่อย่างใดทั้งสิ้น&lt;/strong&gt;  &lt;br /&gt;เพราะในการก่อตั้งประเทศอินเดียและปากีสถานเป็นประเทศอิสระจากอังกฤษ มีการ&lt;br /&gt;ฆ่าฟันกันทั่วทวีประหว่างคนมุสลิมและคนฮินดู มีคนล้มตายหลายหลายแสน และมี&lt;br /&gt;คนที่ต้องอพยพหนีความรุนแรงเป็นล้านๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ปัญหาสำคัญของแนวทาง มหาตมะ คานธี &lt;br /&gt;คือเขามักจะคัดค้านการต่อสู้ของมวลชน การนัดหยุดงาน &lt;br /&gt;และการกบฏของทหารต่ออังกฤษ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นเวลามีการต่อสู้ของมวลชน คานธี จะเรียกร้องให้มวลชนสงบนิ่งกลับบ้าน&lt;br /&gt;เพื่อให้ตัวเขาเองเป็นสัญลักษณ์ของการ ต่อสู้ต่อไปด้วยการอดอาหาร -- &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การต่อสู้ของมวลชนในอินเดียก่อนที่จะได้รับเอกราชจากอังกฤษมักจะเป็นการต่อสู้ของ&lt;br /&gt;คนชั้นล่างที่เรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมพร้อมๆ กับเสรีภาพ และที่สำคัญที่สุดมัน&lt;br /&gt;เป็นการต่อสู้ที่จำเป็นต้องสามัคคีคนยากคนจนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือฮินดู&lt;br /&gt;หรือศาสนาอื่น &lt;strong&gt;แต่เมื่อมวลชนถูกสลาย นิ่งเฉยอยู่บ้าน&lt;/strong&gt; ฝ่ายนักการเมือง&lt;br /&gt;ที่อยากจะปลุกระดมความเกลียดชังทางศาสนา ก็จะมีช่องทางเพื่อไปขยายความคิดที่นำ&lt;br /&gt;ไปสู่ความแตกแยกได้ เพราะคนที่นั่งเฉยอยู่บ้านอาจจะยอมเชื่อว่าความเลวร้ายต่างๆใน&lt;br /&gt;ชีวิตเขามาจาก การกระทำของคนที่มีความเชื่อทางศาสนาต่างจากตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่คนที่ร่วม สู้กับเพื่อนหลากหลายศาสนาจะไม่มีวันเชื่อการเป่าหูแบบนี้&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความแตกแยกระหว่างคนฮินดูกับคนมุสลิม และการฆ่าฟันกัน เกิดขึ้นเป็นระยะๆจนถึง&lt;br /&gt;ทุกวันนี้ แต่มันไม่ใช่เรื่องธรรมชาติที่คนมุสลิม และคนฮินดูจะเกลียดชังกัน ในประวัติศาสตร์&lt;br /&gt;มีช่วงที่อยู่ด้วยกันอย่างสันติมานาน ความแตกแยกที่เกิดขึ้นมาจากการปลุกระดมของนักการเมือง&lt;br /&gt;แนวศาสนาเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ค้านแนวความคิดนี้ได้&lt;br /&gt;เป็นแนวคิดที่สามัคคีคนจนเพื่อต่อสู้กับคนชั้นบนที่กดขี่ขูดรีดคนจนเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ มหาตมะ คานธี มีความใกล้ชิดกับนายทุนใหญ่และชนชั้นสูงในอินเดีย &lt;br /&gt;เขาไม่อยากให้มีการต่อสู้ในเชิงชนชั้น มหาตมะ คานธี ไม่ได้ปลดแอกอินเดียคนเดียว &lt;br /&gt;การปลดแอกอินเดียมาจากการต่อสู้ของคนจำนวนมากทั้งในและนอกพรรคคองเกรส การอ้างว่า &lt;br /&gt;มหาตมะ คานธี สามารถปลดแอกอินเดียได้คนเดียวเป็นการพูดเกินเหตุ และไม่ได้เป็นการ&lt;br /&gt;พิจารณาบริบทการเมืองระหว่างประเทศในยุคนั้นอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศ ปากีสถานเป็นประเทศที่ก่อตั้งในยุคเดียวกับที่อินเดียได้รับเอกราชคือในปี 1947 &lt;br /&gt;ประเทศนี้เป็นผลจากการปลุกระดมของนักการเมืองแนวศาสนา ปากีสถาน จึงประกาศตัวว่าเป็น &lt;br /&gt;“ประเทศมุสลิมบริสุทธิ์” ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามหาศาลกับครอบครัวชาวฮินดูจำนวนมากที่อาศัย&lt;br /&gt;ในพื้นที่ ประเทศใหม่นี้ -- ปากีสถานเองเป็นประเทศที่ตกอยู่ภายใต้เผด็จการทหารมาอย่างต่อเนื่อง &lt;br /&gt;และปัจจุบันอยู่ภายใต้อำนาจจักรวรรดินิยมอเมริกา ประชาชนปากีสถานอาจจะได้รับเอกราช&lt;br /&gt;จากอังกฤษ แต่ไม่เคยได้รับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อีกคนหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าต่อสู้แบบสันติวิธีคือ นางอองซาน ซูจี &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;และเขาได้ใช้วิธีคล้ายๆ มหาตมะ คานธี คือ เมื่อมวลชนออกมาสู้เป็นจำนวนมาก &lt;br /&gt;เช่นในเหตุการณ์ 8-8-88 อองซาน ซูจี จะชักชวนให้ประชาชนกลับบ้านอย่างสงบ เพื่อให้ตัวเขา&lt;br /&gt;คนเดียวเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่า และเพื่อให้ประชาชนตั้งความหวัง&lt;br /&gt;กับการเลือกตั้ง และไว้ใจนายพลที่ปกครองประเทศอยู่ ทั้งๆที่นางอองซาน ซูจี  เป็นคนที่กล้าหาญ&lt;br /&gt;และจริงใจ แต่การต่อสู้ของเขายังไม่ประสบผลสำเร็จ และยังไม่สามารถทำให้มีการหลีกเลี่ยง&lt;br /&gt;เหตุการณ์นองเลือดที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เราจะเห็นได้ว่าแนวทางสันติวิธีไม่สามารถหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นองเลือดได้ &lt;br /&gt;ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเป็นการต่อสู้ในรูปแบบที่เชิดชู&lt;br /&gt;สัญลักษณ์ของบุคคลคนหนึ่งโดยหันหลังกับ บทบาทมวลชนจำนวนมาก ซึ่งไม่แตกต่าง&lt;br /&gt;จากการหันหลังให้กับบทบาทมวลชน โดยพวกที่เน้นการสร้างกองกำลังติดอาวุธ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;นิยามของสันติวิธี&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การนิยามว่าอะไรเป็นการต่อสู้แบบ “สันติ” และการต่อสู้แบบ “รุนแรง” &lt;br /&gt;มีการนิยามที่แตกต่างออกไปขึ้นอยู่กับอคติและจุดยืน ตัวอย่างที่ดีคือ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ &lt;br /&gt;ที่ขึ้นชื่อว่าศึกษาและเลื่อมใสในแนวทางสันติวิธี หลังการทำรัฐประหาร 19 กันยา นักวิชาการคนนี้&lt;br /&gt;ได้ประกาศว่ารัฐประหารดังกล่าวอาจจะเรียกได้ว่า “เป็นสันติวิธี” !!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนกับว่าการนำรถถังแ ละทหารติดปืนออกมาบนท้องถนนไม่ได้เป็นการข่มขู่ที่จะใช้&lt;br /&gt;ความรุนแรงแต่อย่างใด คำพูดของ ชัยวัฒน์ ในกรณีนี้แสดงให้เห็นว่าบ่อยครั้งนักสันติวิธี&lt;br /&gt;ใช้สองมาตรฐาน และแม้แต่นักสันติวิธีที่ซื่อสัตย์และจริงใจก็มักจะมีเส้นแบ่งว่าจะใช้สันติวิธี&lt;br /&gt;ในกรณีใดและพร้อมจะใช้ความรุนแรงเมื่อไหร่ คนที่นับถือพุทธอาจไม่อยากฆ่าคน แต่อาจ&lt;br /&gt;เห็นด้วยกับโทษประหาร เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้า เราพิจารณาสื่อกระแสหลัก เราจะเห็นว่าพวกนี้มักจะนิยมว่าคนที่เคลื่อนไหวต่อสู้&lt;br /&gt;หรือแค่พูดในแนวที่ตรง ข้ามกับชนชั้นปกครอง จะถูกนิยามว่าเป็นพวก “หัวรุนแรง” &lt;br /&gt;ทั้งๆที่เขาไม่ได้จับอาวุธหรือก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงแต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน กรณี 3 จังหวัดภาคใต้ ที่มีการปะทะกันระหว่างฝ่ายที่กบฏต่อรัฐไทยกับทหาร &lt;br /&gt;สื่อกระแสหลักมักจะมองว่าผู้ใช้ความรุนแรงมีฝ่ายเดียวคือฝ่ายกบฏ ดังนั้น เราจึงต้องพิจารณา&lt;br /&gt;การนิยมสันติวิธีอย่างละเอียด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราทราบดีว่าพวกเสื้อเหลืองพันธมารฯ ก็มีการโกหกอ้างตัวว่าใช้วิธีแบบสันติ &lt;br /&gt;ทั้งๆที่มีกองกำลัง มีการใช้ระเบิดและมีการทำร้ายร่างกายของฝ่ายตรงข้าม &lt;br /&gt;จำลอง ศรีเมือง ผู้นำคนหนึ่งของพันธมารฯ ที่ประกาศตัวว่าใช้แนวสันติวิธีในการต่อสู้กับ&lt;br /&gt;เผด็จการทหารในเหตุการพฤษภาคม 2535 อาจจะใช้แนวทางสันติในกรณีปี 2535 แต่ใน&lt;br /&gt;ช่วงที่เข้าร่วมกับพันธมารฯ หลายคนคาดว่ามีส่วนในการฝึกกองกำลังของอันธพาลพวกนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ จำลอง ศรีเมือง เป็นคนที่ก่อความรุนแรงต่อสตรีไทยในทางอ้อม &lt;br /&gt;เพราะคัดค้านสิทธิที่จะเลือกทำแท้งของผู้หญิงไทย ซึ่งบังคับให้สตรีจำนวนมากต้องไปเสี่ยง&lt;br /&gt;ทำแท้งในสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย นี่คืออีกตัวอย่างของสองมาตรฐาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ใครใช้ความรุนแรงในสังคมอย่างเป็นระบบ ?&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบสั้นๆคือ “ทหาร” &lt;br /&gt;ทหารไม่ได้มีไว้เพื่อไถนา เพื่อเป็นนักสังคมสงเคราะห์ &lt;br /&gt;หรือเพื่อสร้างสิ่งประดิษฐ์งดงามในบ้านเมืองของเรา &lt;strong&gt;ทหารมีไว้เพื่อฆ่าคน&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;และการฆ่าคนหรือการขู่ว่าจะฆ่าคนเป็นความรุนแรง หลายคนในสังคมต่างๆ อาจจะมองว่า&lt;br /&gt;การฆ่าคนต่างชาติในสงครามเป็นความรุนแรงที่ยอมรับได้ แต่ทหารไทยมีประวัติศาสตร์อัน&lt;br /&gt;ยาวนานในการฆ่าประชาชนคนไทยเพื่อที่จะปกครอง ประเทศด้วยระบบเผด็จการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน 3 จังหวัดภาคใต้ทหารเป็นผู้ที่ใช้ความรุนแรงมาตั้งแต่การยึดพื้นที่ของอาณาจักรปัตตานี&lt;br /&gt;มาเป็นของกรุงเทพฯ  -- ดังนั้นถ้าเราจะคัดค้านการใช้ความรุนแรงในสังคมอย่างจริงจังและ&lt;br /&gt;ปราศจากสอง มาตรฐานเราจำเป็นต้องเริ่มด้วยการเรียกร้องให้ยกเลิกกองทัพ &lt;br /&gt;ซึ่งคงจะมีประโยชน์ในเรื่องประชาธิปไตยอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใช้ความรุนแรงของ ทหารและอำมาตย์เป็นการใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องผลประโยชน์อัน&lt;br /&gt;ไม่ชอบธรรมของ คนกลุ่มน้อย มันเป็นการปกป้องระบบเผด็จการเพื่อไม่ให้เกิดประชาธิปไตย &lt;br /&gt;ดังนั้นความรุนแรงของทหารมีเป้าหมายอันไม่ชอบธรรมที่ขัดกับประชาธิปไตยและ สิทธิเสรีภาพ &lt;br /&gt;ในกรณีที่มีคนจับอาวุธสู้กับเผด็จการไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ  ใน 3 จังหวัดภาคใต้ หรือใน&lt;br /&gt;ประเทศต่างๆ ของตะวันออกกลาง ความรุนแรงดังกล่าวเป็นไปเพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย &lt;br /&gt;เป้าหมายจึงมีความชอบธรรม &lt;strong&gt;แต่มันก็ยังเป็นความรุนแรงอยู่ดี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ใครที่ ชอบวิจารณ์ “ความรุนแรง” &lt;br /&gt;ควรจะวิจารณ์ความรุนแรงของทหารและอำมาตย์เป็นหลัก &lt;br /&gt;ถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็ถือว่าใช้สองมาตรฐาน&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และนอกจากนี้ควรจะตั้งคำถามและตอบคำถามว่า&lt;br /&gt;เมื่อคนที่ถูกกดขี่ลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธ เขามีทางเลือกอื่นหรือไม่ ? &lt;br /&gt;และเรามีส่วนในการช่วยให้เขามีทางเลือกอื่นหรือไม่ ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่ถูกกดขี่ ขูดรีดด้วยกำลังทหารที่ใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบ &lt;br /&gt;ย่อมมี “สิทธิ์” ที่จะจับอาวุธลุกขึ้นสู้และกบฏ แต่แนวทางนั้นจะเป็นแนวทางที่ฉลาด&lt;br /&gt;และนำไปสู่ประชาธิปไตยแท้จริงหรือไม่ -- &lt;strong&gt;นั่นคือประเด็นใหญ่&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความเห็นผมแนวทางจับอาวุธสู้กับอำมาตย์ไม่ใช่แนวทางที่ฉลาดของเสื้อแดง &lt;br /&gt;อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความอื่น &lt;br /&gt;แนวทางปฏิวัติสังคมโดยมวลชน เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการจับอาวุธ&lt;br /&gt;หรือการอ้างแบบลอยๆถึงแนวสันติวิธี&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-8844723110162110755?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/8844723110162110755'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/8844723110162110755'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2009/09/blog-post_149.html' title='ปัญหาของแนวทางสันติวิธี'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-2043720493261897250</id><published>2009-09-16T10:00:00.001-07:00</published><updated>2009-09-16T10:00:51.120-07:00</updated><title type='text'>สองระบอบ-สองจัดตั้ง</title><content type='html'>article : จักรภพ เพ็ญแข&lt;br /&gt;from :  คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” &lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 15&lt;br /&gt;date : September 2009&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่เข้าร่วมกับพี่น้องประชาชนสู้รบกับระบอบอำมาตยาธิปไตยมาจนบัดนี้ &lt;br /&gt;ผมเชื่อมั่นเสมอว่าฝ่ายประชาชนในวันนี้ คือฝ่ายก้าวหน้า -- พร้อม ปฏิเสธความล้าหลัง&lt;br /&gt;ในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศที่ก่อขึ้นโดยฝ่ายอำมาตย์ ไม่นานก็จะ&lt;br /&gt;บริบูรณ์เพียบพร้อมทั้งทางกายภาพ ความกล้าหาญทางจริยธรรม และจังหวะเวลาอัน&lt;br /&gt;เหมาะสมในการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่เคยเห็นภาพของพี่น้องประชาชนที่เป็นเด็กไม่พร้อมรับความจริงของโลก  ต้องให้&lt;br /&gt;อำมาตย์ บริษัทบริวาร และซากเดนทั้งหลายมาตั้งตัวเป็นผู้ใหญ่เข้าปกครองและครอบงำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประชาชนในประเทศนี้ปกครองตัวเองได้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;นี่ล่ะครับคือจุดตั้งต้นของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยอมรับว่าเมื่อก่อนนี้ผมก็ไม่แน่ใจนัก เพราะไม่ได้เข้ามาคลุกกับมวลชนจนกลายเป็น&lt;br /&gt;ส่วนหนึ่งของท่านอย่างทุกวันนี้  ผมจึงเพิ่งมาซาบซึ้งกับคำกล่าวที่ว่า “ในมวลชนมีทุกสิ่ง” &lt;br /&gt;และยอมรับว่าเป็นสัจธรรมโดยแท้ เพราะผมได้เรียนจากการร่วมต่อสู้กับพี่น้องประชาชน&lt;br /&gt;มากกว่าทุกโรงเรียนและทุก มหาวิทยาลัยที่ผมได้เรียนและได้สอนมารวมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้เห็นว่าแม่ค้าจบ ประถม ๔ มีความก้าวหน้า ตระหนักในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของ&lt;br /&gt;ตนเองสูงกว่าอธิการบดีจบปริญญาเอกที่ เป็นขี้ข้าของอำมาตย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้เห็นคนที่ประกอบอาชีพรับจ้าง อย่างพี่น้องแท็กซี่หรือวินมอเตอร์ไซด์ที่วิเคราะห์&lt;br /&gt;การเมืองได้ดีกว่าคนที่ สังคมอุปโลกน์ให้เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตบางคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บวกกับบทเรียนและแบบฝึกหัดอีกมากมายหลายครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผม พบว่าฝ่ายประชาชนมีจุดอ่อนอย่างเดียวที่ยังสู้ฝ่ายอำมาตย์เขาไม่ได้ และทำให้ฝ่าย&lt;br /&gt;อำมาตย์เขายังควบคุมสังคมได้แทบทุกอณู โดยเฉพาะอำมาตย์ไทยที่ใช้ประโยชน์เต็มที่จาก&lt;br /&gt;วัฒนธรรมสมยอมของไทยและกดขี่ อย่างนุ่มนวล โยนเศษเนื้อให้ฝ่ายประชาชนกินเป็นระยะๆ &lt;br /&gt;เพื่อให้รู้สึกว่าไม่อดตาย จงใจทำลายเงื่อนไขของการปฏิวัติสังคมที่มักเริ่มต้นด้วยความอดอยาก&lt;br /&gt;ยากแค้นใน บ้านเมืองอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นคือการจัดตั้งที่อ่อนกว่า ด้อยกว่า และไม่ต่อเนื่องของฝ่ายประชาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝ่ายอำมาตย์เขาจัดตั้งมานานกว่า &lt;br /&gt;ครอบคลุมกว่า และยังจัดตั้งอย่างต่อเนื่องแข็งขัน -- เท่านั้นเองครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า &lt;strong&gt;การจัดตั้ง&lt;/strong&gt; ซึ่งเป็นคำเก่าแก่ที่สุดคำหนึ่ง คือการทำความเข้าใจในแนวคิด &lt;br /&gt;อุดมการณ์ ค่านิยม ให้ตรงกันในหมู่คณะ และอาจรวมถึงการทำความตกลงในวิธีการเพื่อ&lt;br /&gt;ให้บรรลุผลนั้น นักจัดตั้งไม่เพียงแต่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง อย่างที่เรียกว่า อัตวิสัย แต่ต้องฉลาด&lt;br /&gt;วิเคราะห์จังหวะเวลาและสถานการณ์ เพื่อโยงเอามาใช้ประโยชน์อย่างที่เรียกว่า ภาววิสัย ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่แหละครับคืองานของเรานับจากนี้ไปในฝ่ายประชาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพิสูจน์คลิปเสียง การไล่รัฐบาล การตะเพิดนายอภิสิทธิ์ การล้อมบ้านพลเอกเปรม ฯลฯ &lt;br /&gt;ก็ทำไปเถิดครับ เพราะเป็นการทดสอบวิธีชุมนุมมวลชนในระบอบประชาธิปไตย เหมือนซ้อมใหญ่ &lt;br /&gt;แต่จะให้สะเด็ดน้ำจนเราได้ประชาธิปไตยแท้ๆ ด้วยวิธีการชุมนุมแล้วชุมนุมเล่า แล้วเรียกนายหน้า&lt;br /&gt;หรือตัวแทนเขามาเขกกบาลให้สะใจนั้นเห็นจะเป็นไปได้ยาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อฝ่ายอำมาตยาธิปไตยรักษาอำนาจของเขาได้อย่างมั่นคงและลุ่มลึก &lt;br /&gt;ถึงขนาดแทบจะควบคุมความคิดคนได้หมดประเทศแล้วด้วยกลไกการจัดตั้ง &lt;br /&gt;ฝ่ายประชาชนเองจะเพิกเฉยอยู่ไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงใจก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่ หรอกครับ แต่ถ้าต่างคนต่างจริงใจและแสดงออกความจริงใจอย่าง&lt;br /&gt;กระจัดกระจายไม่เป็นลำแสง เดียวกัน ก็จะได้พลังประชาธิปไตยที่กว้างขวาง หลากหลาย &lt;br /&gt;แต่ขาดความเข้มข้นและนำไปทดแทนลำแสงที่ดูเจิดจรัสของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยไม่ ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การชุมนุมและคำปราศรัยก็เป็นเครื่องมือจัดตั้งอย่างหนึ่ง แต่ต้องแน่ใจว่าความคิดเบื้องหลัง&lt;br /&gt;การแสดงออกเหล่านั้นมีเป้าหมายเพื่อ ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงซ่อนอยู่ หรือบางครั้งก็แสดงออก&lt;br /&gt;เลยโดยไม่ต้องซ่อน ไม่ใช่เพียงเพื่อให้คนชอบคนรัก หรือหาเสียงใส่ตัวเพื่อแปลงเป็นคะแนนเสียง&lt;br /&gt;เลือกตั้งหรือเป็นอำนาจต่อรองทาง การเมืองของตนและหมู่คณะ แต่ต้องเป็นการเตรียมให้มวลชน&lt;br /&gt;เข้าใจเป้าหมายที่ใหญ่โต สำเร็จยาก แต่จำเป็นต้องฝ่าฟันไปเพื่อจัดระเบียบสังคมเสียใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชุมนุมแต่ละครั้ง อย่าให้แต่ข้อมูลแต่เรื่องปลีกย่อย ต้องฝากความคิดทีละน้อยในเรื่องใหญ่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดอยู่ในใจว่าการชุมนุมแต่ละครั้งเป็นคือเตรียมมวลชนให้พร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง&lt;br /&gt;คิดเชิงคุณภาพ คู่ไปกับความคิดเชิงปริมาณ เพราะจำนวนมวลชนก็มีความจำเป็นต่อชัยชนะอัน&lt;br /&gt;แท้จริงในอนาคต  -- ถ้า กำหนดจุดยืนชัดเจนอย่างนี้ การชุมนุมแต่ละครั้ง เว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์ &lt;br /&gt;สถานีวิทยุชุมชนแนวประชาธิปไตยแต่ละสถานี การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแต่ละครั้ง ฯลฯ จะมี&lt;br /&gt;ทิศทางชัดเจน ไม่แกว่งไกวตามบุคลิกภาพหรือแนวคิดส่วนตัวของแกนนำหรือวิทยากรแต่ละคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มวล ชนในขณะนี้ก้าวหน้าแล้ว และพร้อมจะก้าวต่อไปอีก กุญแจสำคัญคือ&lt;br /&gt;การนำขบวนที่ก้าวหน้า ไม่วกวน ไม่ตีฝีปาก  และไม่ยอมรับสิ่งที่น้อยกว่าประชาธิปไตยอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครขาดความมั่นใจว่าประชาชนจะไปได้ถึง ก็ขอพักยกได้ โดยจะไม่มีใครลืมเลือนท่าน&lt;br /&gt;และคุณประโยชน์ที่ท่านได้ทำมาก่อนหน้านั้นเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความก้าวหน้าและล้าหลังนั้นบังคับกันไม่ได้ &lt;br /&gt;แต่จะปล่อยเป็นอุปสรรคต่อขบวนการใหญ่ก็ไม่ได้เช่นกัน นี่คือเรื่องบ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภารกิจที่รออยู่ข้างหน้า และได้เริ่มไปแล้วมากนั้น &lt;br /&gt;จึงคือการจัดตั้งระบอบประชาชนให้ทัดเทียมกับระบอบอำมาตย์&lt;br /&gt;ซึ่ง ไม่ใช่ทั้งการนั่งกราบกำแพงอย่างไร้สติ หรือเอาหัวชนกำแพงจนหัวแตก &lt;br /&gt;แต่ต้องรู้ว่ากำแพงคือกำแพงและหาเครื่องมือที่เหมาะสมต่อกำแพงนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประชาชน...อำมาตย์... สองเราต้องเท่ากัน&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-2043720493261897250?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/2043720493261897250'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/2043720493261897250'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2009/09/blog-post_16.html' title='สองระบอบ-สองจัดตั้ง'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-2747331824621746847</id><published>2009-09-11T19:40:00.000-07:00</published><updated>2009-09-11T19:42:48.642-07:00</updated><title type='text'>กองกำลังติดอาวุธไม่ใช่ทางออกของคนเสื้อแดง</title><content type='html'>article : Giles Ji Ungpakorn ใจ อึ๊งภากรณ์&lt;br /&gt;date : September 12, 2009 - 12 กันยายน 2552&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แนวทาง “ปฏิวัติ” ที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยแท้ &lt;br /&gt;ไม่ใช่การสร้างกองกำลังติดอาวุธ&lt;/strong&gt;  แต่เป็นการเน้นการจัดตั้งมวลชน&lt;br /&gt;คนเสื้อแดงซึ่งมีจำนวนเป็นล้านๆ เพื่อการร่วมกันพัฒนาความคิดผ่านกลุ่มศึกษา&lt;br /&gt;ทางการเมือง ร่วมกันสู้เพื่อทำลายความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม ผ่านการ&lt;br /&gt;กระจายข่าว และความเห็น ร่วมกันประท้วงอำมาตย์ตามท้องถนนเมื่อโอกาสเหมาะ &lt;br /&gt;ร่วมกันตั้งหน่ออ่อนของรัฐ และโครงสร้างบริหารของฝ่ายเราในชุมชน และตั้ง&lt;br /&gt;องค์กรสงเคราะห์ต่างๆ แข่งกับฝ่ายรัฐอำมาตย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันหมายถึงการ ไม่ร่วมมือกับอำมาตย์ &lt;br /&gt;มันหมายถึงการนำทหารชั้นผู้น้อยและตำรวจมาเป็นพวก &lt;br /&gt;รวมถึงการเข้าไปในสหภาพแรงงาน และกลุ่มนักศึกษาทั่วประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันหมาย ความว่าเราต้องการโค่นระบบปัจจุบันแบบถอนรากถอนโคน &lt;br /&gt;และนำระบบใหม่มาใช้ มันหมายถึงการฝึกฝนการคัดค้านรถถังของฝ่ายทหาร &lt;br /&gt;วิธียึดรถถัง วิธีสร้างทางกั้นทหารตามถนน โดยให้มวลชนออกมาสกัดกั้นพร้อมๆ กับ&lt;br /&gt;การคุยกับทหารธรรมดา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดสุดยอดคือ &lt;br /&gt;การลุกฮือทั่วประเทศในอนาคต เมื่อเราพร้อม อย่างที่ผมได้เคยอธิบายไปแล้ว &lt;br /&gt;&lt;a href="http://thaienews.blogspot.com/2009/09/blog-post_08.html"&gt;(อ่านบทความเกี่ยวเนื่อง:ทำไมเราต้องปฏิวัติอำนาจอำมาตย์ )&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีเพื่อนคนหนึ่งวาดภาพว่าเราชาวเสื้อแดงล้านๆ คน &lt;br /&gt;ต้องเป็นฝูงผึ้งที่รุมต่อยอำมาตย์อย่างไม่หยุดยั้ง เขาใช้ปืนและรถถังกับฝูงผึ้งไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข้อเสียของการสร้างกองกำลังติดอาวุธ &lt;br /&gt;อย่างที่เคยทำสมัยพรรคคอมมิวนิสต์มีดังนี้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;1.&lt;/u&gt; ขบวนการคนเสื้อแดงมีมวลชนหลายล้านคน ซึ่งเป็นประชาชนธรรมดา &lt;br /&gt;เป็นลูกจ้าง เป็นนักศึกษา เป็นแม่บ้าน เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย เป็นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย &lt;br /&gt;เป็นเกษตรกร ฯลฯ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรา มีความชอบธรรมเพราะเราเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม ขบวนการคนเสื้อแดงมีลักษณะ&lt;br /&gt;เด่นตรงที่คนตั้งกลุ่มกันเอง นำกันเอง จากรากหญ้า มันคือขบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจัดกองกำลังติด อาวุธเมื่อไร ก็เท่ากับสร้างองค์กรลับของคนถืออาวุธไม่กี่คน &lt;br /&gt;(ไม่เกินห้าหมื่นคนอย่างมากที่สุด) เป็นการหันหลังให้มวลชนเป็นล้านๆ เพื่อยกภาระในการ &lt;br /&gt;“ปลดแอกเรา” ให้กับคนหยิบมือเดียว มวลชนเสื้อแดงส่วนใหญ่จับอาวุธแบบนั้นไม่ได้ และจะ&lt;br /&gt;ไม่มีบทบาท หรือมีบทบาทรองจนหมดความสำคัญไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;2.&lt;/u&gt; การปิดลับแปลว่าไม่สามารถสร้างเวทีสมัชชาเปิดของคนเสื้อแดงเพื่อร่วมกันถกเถียงแนวทาง&lt;br /&gt;การต่อสู้ แนวทางจะถูกกำหนดโดยแกนนำลับ กลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง &lt;br /&gt;และไม่ถูกตรวจสอบโดยคนเสื้อแดง เป็นการสั่งจากบนลงล่าง มันเป็นเผด็จการของคนส่วนน้อย &lt;br /&gt;เผด็จการของคนส่วนน้อยสร้างประชาธิปไตยแท้ไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;3.&lt;/u&gt; บทเรียนจากประเทศจีนคือ เมื่อกองทัพพรรคคอมมิวนิสต์เริ่มล้อมเมืองต่างๆ &lt;br /&gt;จะไม่มีการปลุกระดมให้พลเมืองลุกขึ้นยึดเมือง แต่จะมีการสั่งให้ทุกคนสงบเงียบอยู่กับที่ และ&lt;br /&gt;รอฟังคำสั่งจากกองทัพแดง นั้นเป็นแนวที่ตรงข้ามกับการปฏิวัติโดยมวลชนจำนวนมาก ที่เคยมี&lt;br /&gt;ในรัสเซีย 1917, อิหร่าน 1979, โปแลนด์ 1980 และในเวเนสเวลาปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ ปฏิวัติโดยมวลชนย่อมก่อให้เกิด “สภาคนงาน” และ “สภาชุมชน” &lt;br /&gt;ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการนำของประชาชนเอง -- แต่วิธีที่เน้นกองกำลังติดอาวุธเป็นวิธีทหาร&lt;br /&gt;ที่ไม่มีประชาธิปไตย หรือที่แค่ “เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมบ้าง”  แต่พลังและความ&lt;br /&gt;สร้างสรรค์ไม่ได้มาจากรากหญ้าเอง สภาดังกล่าวที่ผมพูดถึงเกิดขึ้นใน รัสเซีย อิหร่าน โปแลนด์ &lt;br /&gt;และ เวนเนสเวลา ยังมีกรณี ชิลี 1973 อาเจนทีน่า ตอนประสบวิกฤตเศรษฐกิจ และในโบลิเวียอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;4.&lt;/u&gt; คนที่เสนอการตั้งกองกำลังติดอาวุธอาจจริงใจ แต่บ่อยครั้งเป็นการพูดเอามัน&lt;br /&gt;เพื่อดูกล้าหาญเด็ดขาด ในที่สุดมันเบี่ยงเบนประเด็นจากภาระอันยิ่งใหญ่ในการจัดตั้งมวลชน&lt;br /&gt;ทางการ เมือง เพื่อปฏิวัติมวลชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายและจะต้องใช้เวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;5.&lt;/u&gt; กองกำลังติดอาวุธของฝ่ายเรา ไม่มีวันปะทะกับกองกำลังของอำมาตย์อย่างตรงไปตรงมาได้ &lt;br /&gt;เขา มีอาวุธครบมือที่เหนือกว่าเราเสมอ อันนี้เป็นบทเรียนจาก ไทย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย &lt;br /&gt;ในกรณีเนปาล สิ่งที่ชี้ขาดในที่สุดคือการลุกฮือในเมือง และพรรคคอมมิวนิสต์เนปาลไม่ต้องการ&lt;br /&gt;เปลี่ยนสังคมอย่างถอนรากถอนโคนอีกด้วย เพราะต้องการเอาใจนายทุนใหญ่ ส่วนแนวทางปฏิวัติ&lt;br /&gt;มวลชนต้องอาศัยพลัง และจำนวนของมวลชนเพื่อให้ทหารชั้นผู้น้อยเปลี่ยนข้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;6.&lt;/u&gt; ถ้าใช้กองกำลังติดอาวุธ เราขยายความคิดทางการเมืองยากขึ้น เพราะเราต้องปิดลับ และ &lt;br /&gt;ที่สำคัญเมื่อเราเดินเข้าไปในชุมชนต่างๆ ชาวบ้านชาวเมืองจะกลัวเราพอๆ กับฝ่ายทหารอำมาตย์ &lt;br /&gt;เพราะทั้งสองฝ่ายถือปืน นี่คือบทเรียนจากพรรคคอมมิวนิสต์ไทย และการต่อสู้กับรัฐไทยใน&lt;br /&gt;สามจังหวัดภาคใต้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;7.&lt;/u&gt; ถ้าคนที่เสนอแนวทางติดอาวุธ ไม่อธิบายว่าเป้าหมายคืออะไรอย่างชัดเจน ไม่อธิบายว่า&lt;br /&gt;ประชาธิปไตยแท้คืออะไร ถ้าเขาชนะ อาจเป็นแค่เปลี่ยนหัวชนชั้นปกครองโดยไม่มีการปฏิวัติก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;8.&lt;/u&gt; ในประเทศที่เน้นการสร้างกองกำลังปลดแอก และกองกำลังนั้นชนะ เช่น จีน เวียดนาม ลาว เขมร &lt;br /&gt;ซิมบาบวี คิวบา ผลคือเผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอยืนยันว่าเราต้องเดินแนว “ปฏิวัติมวลชน โค่นอำมาตย์อย่างถอนรากถอนโคน”&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-2747331824621746847?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/2747331824621746847'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/2747331824621746847'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2009/09/blog-post_11.html' title='กองกำลังติดอาวุธไม่ใช่ทางออกของคนเสื้อแดง'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-4986436705225314404</id><published>2009-09-04T06:01:00.001-07:00</published><updated>2009-09-04T06:03:56.203-07:00</updated><title type='text'>จุดยืนและก้าวย่าง</title><content type='html'>&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;article : Jakrapob Penkair  จักรภพ เพ็ญแข  &lt;br /&gt;from : คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” &lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 13&lt;br /&gt;date : September  2009&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;จุดยืนและก้าวย่าง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายในหมู่คนเสื้อแดงขณะนี้ เป็นคุณ&lt;br /&gt;และมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการก้าวเดินของฝ่ายประชาธิปไตย &lt;br /&gt;ในระยะที่มีอารมณ์ความรู้สึกมาก ก็ควรปล่อยให้ระบายบ้าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้นคือเวลาใคร่ครวญอย่างรอบคอบ ประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริง &lt;br /&gt;กำหนดจุดยืนและย่างก้าวของทั้งขบวนการต่อไป  -- ไม่มีอะไรน่าห่วงกังวลเลยครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริง ซึ่งเป็นธงของพวกเรา จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ถกเถียง&lt;br /&gt;อย่างนี้อีกมากมายนัก ใครที่ไม่คุ้นเคยควรทำความคุ้นเคยไว้เสีย ระบอบการปกครองของ&lt;br /&gt;ไทยที่จะทำให้คนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ไม่ใช่กระซิบกันอย่างไพร่ๆ ว่าให้เงียบเสียง &lt;br /&gt;สังคมจะได้สงบสุขมั่นคง แต่จะระดมเอาความคิดเห็นที่หลากหลายมาสู่เวทีถกเถียงที่ชอบธรรม &lt;br /&gt;ซึ่งแปลว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมก่อสร้างหรือส่งตัวแทนมาร่วมในเวทีนั้น และเมื่อ&lt;br /&gt;ถกเถียงได้ที่แล้วก็ต้องรู้จักหยุดเป็นห้วงๆ เพื่อลงมือปฏิบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราอยากได้รัฐสภาเช่นนั้นในอนาคต &lt;br /&gt;รัฐสภาที่เป็นตัวแทนของของอำนาจอธิปไตยในมือคนส่วนใหญ่ของประเทศ มีความยืดหยุ่น&lt;br /&gt;มากน้อยขึ้นลงได้ตามประชามติ เป็นคณะกรรมการกำหนดนโยบายของประเทศที่ประคับประคอง&lt;br /&gt;ระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต สามารถหาจุดสมดุลระหว่างความเป็นชาติกับความเป็น&lt;br /&gt;นานาชาติได้ แสวงหาผู้บริหารที่ดีที่สุดมาทำหน้าที่เดินงานบ้านเมือง และมีขีดความสามารถสูง&lt;br /&gt;พอในการป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกทำลายโดยการรัฐประหารโดยตรงหรือการรัฐประหารโดยอ้อม &lt;br /&gt;เช่น องค์กรอิสระ อำนาจตุลาการ นักวิชาการสายอำมาตย์ เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเราปรารถนาเช่นนั้น เราต้องทำขบวนการเสื้อแดงให้สะท้อนภาพนั้นเสียตั้งแต่บัดนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีผู้หวังดีถามกันมากว่า &lt;br /&gt;จักรภพเป็นอะไร ทำไมถึงเกิดขัดแย้งกันเอง บางท่านหวังดีแต่มีอารมณ์ก็เลยไปถึงเรื่อง&lt;br /&gt;ผลประโยชน์ขัดกันหรือความอิจฉาริษยาแกนนำไปโน่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบทั้งหมดอยู่ในช่วงต้นของบทความนี้ครับ -- ไม่น้อยกว่านี้ ไม่มากกว่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่รัฐสภาอันแท้จริงที่ไม่ใช่หุ่นกระบอกของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ก็เป็นเพียงรูปธรรมอย่างหนึ่ง &lt;br /&gt;คำตอบที่ละเอียดขึ้นคือเป้าหมายที่แน่ชัดว่ารัฐสภาต้องเอื้ออำนวยให้เกิดผลต่างๆ เหล่านี้ครบถ้วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจการเมืองสูงสุดที่ไม่มีอะไรสูงกว่า เป็นของปวงชนชาวไทย&lt;br /&gt;๒. บ้านเมืองปกครองด้วยหลักกฎหมาย และด้วยตัวบทกฎหมายที่ปวงชนชาวไทยร่วมกำหนด &lt;br /&gt;ไม่ใช่ด้วยกระบวนการฝ่ายอำมาตย์ที่แอบควบคุมสังคมไทยอยู่โดยอ้างคำว่ากฎหมาย&lt;br /&gt;๓. ประชาชนต้องมีเสรีภาพ&lt;br /&gt;๔. สังคมต้องมุ่งความเสมอภาค&lt;br /&gt;๕. รัฐบาลและผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนชาวไทยในเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ เข้ามาได้&lt;br /&gt;ก็ต้องออกไปได้ ต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นวิถีการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ยังไม่มีอะไรดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมเสื้อแดงและฝ่ายประชาธิปไตยควรหยุดถกเถียงและใคร่ครวญเป็นระยะๆ ว่า &lt;br /&gt;ทิศทางของเรานำไปสู่เป้าหมายใหญ่ทั้ง ๕ ข้อนี้หรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้คือความละเอียดอ่อน &lt;br /&gt;ขณะพูดต้องพูดตรง ไม่กำกวม ไม่ห่วงภาพลักษณ์ชื่อเสียงที่เป็นสิ่งไร้สาระ &lt;br /&gt;แต่ในขณะลงมือทำต้องมีศิลปะประคองตัว เพราะเราไม่ได้หาเสียงเลือกตั้ง&lt;br /&gt;เพื่อเป็นรัฐบาลให้เขาเชือดทิ้งเหมือนรัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร &lt;br /&gt;สมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่เราต้องการตัวแทนประชาชนที่มีขีดความสามารถในการปกป้องตัวเองได้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ชนะเลือกตั้งอย่างงดงาม แล้วแพ้ในศึกชิงอำนาจรัฐ&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลของราชอาณาจักรไทย&lt;br /&gt;แต่ไม่ได้อำนาจรัฐในการบริหารงานในราชอาณาจักรนั้น &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ถือว่าเปล่าประโยชน์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจึงตั้งคำถามว่า การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งของฝ่ายประชาธิปไตย &lt;br /&gt;ซึ่งมวลชนเข้าร่วมอย่างน่าปลื้มใจทุกครั้ง เรามีข้อเรียกร้องที่ใหญ่พอและคุ้มค่าต่อความ&lt;br /&gt;เหนื่อยกายและเหนื่อยใจของประชาชนหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราเข้าใกล้เป้าหมายทั้ง ๕ ข้อนั้นมากขึ้นหรือไม่&lt;br /&gt;ถ้าไม่ แสดงว่ายุทธวิธีของเราอาจไม่ได้เป็นไปตามยุทธศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายท่านบอกผมว่าเราต้องแกล้งทำ ต้องลับลวงพราง และต้องใจเย็น &lt;br /&gt;ในใจของแต่ละท่านก็คือรอให้ธรรมชาติช่วยตัดสิน แล้วทุกอย่างจะพลิกผัน&lt;br /&gt;มาเข้าทางเราโดยอัตโนมัติ -- ผมต้องขอประทานโทษ - ผมไม่เชื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมไทยวันนี้ไม่ได้คลุมด้วยตาข่ายทางสังคมที่ประชาชนเป็นผู้ใหญ่และมีส่วนร่วม&lt;br /&gt;ในการตัดสินชะตากรรมของตัวเอง แต่เป็นการครอบงำของสิ่งที่เรียกว่า “รัฐภายในรัฐ” &lt;br /&gt;นั่นคือมีรัฐบาลตัวจริงที่คอยชี้นำทิศทางของประเทศอยู่ และชี้นำทุกอย่างไปสู่การรักษา&lt;br /&gt;อำนาจอันล้นเหลือและความมั่งคั่งร่ำรวยที่อธิบายที่มาไม่ได้ของตัวเองและพวกเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาลที่ว่านี้ไม่เคยมาจากการเลือกตั้ง ไม่สนใจที่จะมาจากการเลือกตั้ง &lt;br /&gt;แต่เป็นรัฐบาลที่คอยล้มการเลือกตั้งของฝ่ายประชาธิปไตยและทำให้แน่ใจอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;ว่าประชาชนจะไม่ได้เป็นใหญ่ และเป็นรัฐบาลที่เต็มไปด้วยความคั่งแค้นต่อการเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;การปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ จนต้องทำทุกอย่างเพื่อหมุนเข็มนาฬิกาของประเทศกลับไปก่อนหน้านั้นให้จงได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาลนี้เขามีพวกมาก แผ่ซ่านไปในทุกวงการ &lt;br /&gt;ถ้าเป็นมะเร็งก็ระยะสุดท้าย ต้องหาทางเกิดใหม่อย่างเดียว &lt;br /&gt;ภารกิจหลักของรัฐบาลนี้คือการทำลายโครงสร้างของระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเราขอความร่วมมือกับรัฐบาลที่ว่านี้ในการคืนประชาธิปไตยให้กับเรา &lt;br /&gt;ถ้าเขาไม่ใจร้อนฆ่าเราเสียเลย เขาก็อาจแสร้งว่าเห็นใจและโยนเศษเนื้อข้างเขียงมาให้ อาจจะ&lt;br /&gt;เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีให้สักคน เพราะเรารุมกันประณามนายกรัฐมนตรีคนที่เขาเลือก อาจ&lt;br /&gt;เปลี่ยนข้อความบางข้อในรัฐธรรมนูญให้เรารู้สึกหายใจโล่งขึ้น แต่ไม่ยอมแตะต้องส่วนสำคัญ&lt;br /&gt;ที่ทำให้เราอยู่ในสภาพน้ำใต้ศอกอยู่อย่างนี้ตั้งแต่ต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเราก็จะไม่ได้แม้แต่ข้อแรก คืออำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ต้องหวังว่าจะได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งที่มีอำนาจรัฐจริง มาอำนวยเสรีภาพและความเสมอภาค&lt;br /&gt;ทางสังคมให้กับประชาชน และไม่ต้องหวังว่ากระบวนทางกฎหมายจะเป็นไปเพื่อฝ่ายประชาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะถ้าไม่ได้ข้อแรก เราก็จะเสียหมดทุกข้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป้าหมายทั้งห้าข้อไม่ใช่ความรู้ใหม่ หมอเหล็ง ศรีจันทร์และคณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง ร.ศ. ๑๓๐ &lt;br /&gt;และปัญญาชนสยามสมัยนั้นท่านก็รู้อย่างนี้ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์และคณะราษฎร พ.ศ.๒๔๗๕ ท่าน&lt;br /&gt;ก็เสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนถึง ดร.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้นมา ก็เพราะมั่นใจอย่างนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความใหม่ในวันนี้คือ ประชาชนท่านต้องการสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาจริงๆ แล้ว &lt;br /&gt;หมดสมัยของปัญญาชนคิดพิมพ์เขียวมานำเสนอให้ประชาชนเฮตามทั้งที่ไม่รู้ความหมายแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ วันนี้ปัญญาชนของฝ่ายประชาธิปไตยคือตัวประชาชนเอง &lt;br /&gt;โดยมีอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่เป็นเลขานุการให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;กว่าสามปีที่ต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตยมา ประชาชนก้าวหน้า &lt;br /&gt;แต่ปัญญาชนอุปถัมภ์ของอำมาตย์กลับถอยหลังลงคลอง &lt;br /&gt;จนล้าหลังเป็นอย่างยิ่ง แล้วยังจะมาเรียกร้องขอเล่นบทบาทนำทางสังคมอีกล่ะหรือ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สุดแล้วคืออะไร ?&lt;br /&gt;จุดยืนของฝ่ายประชาธิปไตยคือสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตยที่ไม่ได้มีแต่คุณเปรมคนเดียว &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สู้โดยสติปัญญาความสามารถ โดยไม่ใช่เอาเลือดเข้าแลก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก้าวย่างคือเตรียมแผ่นดินให้พร้อม &lt;br /&gt;เครือข่ายของอำมาตย์เขาก็เตรียมอยู่ต่อหลังฤดูผลัดใบเช่นกัน เพราะเขาคิดว่าเขาเป็น&lt;br /&gt;เจ้าของสวนพฤกษชาติแห่งนี้ เตรียมเครื่องมืออย่างหลากหลายเพื่อกระทำภารกิจที่&lt;br /&gt;แตกต่างกันในแต่ละห้วงแต่ละสถานการณ์ และจุดสำคัญคือเมื่อถึงเวลาเดินก็ต้องเดิน &lt;br /&gt;ไม่ชวนวนอยู่กับที่เหมือนวัวพันหลัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอเรียนเสนอไว้ให้ฝ่ายประชาธิปไตยถกเถียงต่อไปด้วยใจเคารพ.&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-4986436705225314404?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/4986436705225314404'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/4986436705225314404'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2009/09/blog-post_04.html' title='จุดยืนและก้าวย่าง'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-7129312553694448598</id><published>2009-09-03T08:20:00.000-07:00</published><updated>2009-09-03T08:25:34.515-07:00</updated><title type='text'>บทความ : ใจ อึ๊งภากรณ์</title><content type='html'>article : Giles Ji Ungpakorn - ใจ อึ๊งภากรณ์&lt;br /&gt;date : September 3, 2009 - 3 กันยายน 2552&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ความขัดแย้ง” ในแกนนำเสื้อแดง &lt;br /&gt;คือโอกาสในการร่วมกันคิดหาทางออกให้ชัดว่าจะสู้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผมเข้าใจความรู้สึกของคนเสื้อแดง&lt;br /&gt;ที่ไม่สบายใจ เมื่อเห็นแกนนำเสื้อแดงเถียงและวิจารณ์กัน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่ความรู้สึกนั้นผิดพลาด&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;การที่แกนนำเสื้อแดงเถียงกันตอนนี้ มีรากฐานมาจากแนวความคิด&lt;br /&gt;ทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความไร้น้ำยาของใคร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันสะท้อนวิกฤตในสังคมไทยที่เราต้องร่วม กันแก้ และมันสะท้อนความ&lt;br /&gt;ยากลำบากในการแก้ ผมอยากชักชวนให้เราชาวเสื้อแดงมองว่าการถกเถียง&lt;br /&gt;เรื่องแนวทางการต่อสู้เป็น เรื่องดี ไม่ใช่ข้อเสียแต่อย่างใด เพราะมันบังคับ&lt;br /&gt;ให้พวกเราคิดตามประเด็นถกเถียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอยากให้เสื้อแดง ทุกคนมีส่วนร่วมในการถกเถียงนี้ ขบวนการเสื้อแดง&lt;br /&gt;เป็นขบวนการประชาธิปไตยของมวลชนชั้นล่างที่ถูกกดขี่มานาน ขบวนการ&lt;br /&gt;ประชาธิปไตยในทุกยุคทุกสมัยทุกประเทศ ย่อมเต็มไปด้วยการถกเถียง &lt;br /&gt;และนี่คือจุดแข็งจุดเด่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราไม่เหมือนเสื้อเหลืองที่ขัดแย้งกัน เรื่องการกอบโกย หรือเรื่องอำนาจที่จะกอบโกย &lt;br /&gt;ไม่ว่าจะเป็นทหารชั้นผู้ใหญ่ คนในแวดวงเบื้องสูง อภิสิทธิ์ เนวิน สุเทพ หรือ&lt;br /&gt;ผู้นำพันธมิตรฯ พวกนี้เป็นเหลืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์พิเศษของเขาแต่แรก &lt;br /&gt;เขาเลยทะเลาะกันเรื่องผลประโยชน์เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสื้อแดงไม่ใช่เทวดา แต่ประเด็นผลประโยชน์ส่วนตัวไม่ใช่ประเด็นหลักในขณะนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเสื้อแดงเข้าใจดีว่าปัจจุบันอำมาตย์ครองเมือง &lt;br /&gt;ผมอยากให้มองว่า &lt;strong&gt;อำมาตย์ดังกล่าวไม่ใช่บุคคลหยิบมือเดียว&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;ไม่ใช่สถาบันเดียว แต่เป็นพวกทหารชั้นสูง ข้าราชการชั้นสูง องคมนตรีและขุนนาง &lt;br /&gt;รวมถึงเศรษฐีนักการเมืองเหลือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อำนาจของพวกนี้ทั้งกลุ่มฝังลึกอยู่ ศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่ทหาร เพราะมีเครื่องมือ&lt;br /&gt;ในการใช้ความรุนแรงเพื่อเผด็จการ แต่พวกนี้ใช้สถาบันเบื้องสูงเพื่อพยายามสร้าง&lt;br /&gt;ความชอบธรรมด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อำมาตย์ ในทุกที่ทั่วโลกต้องมีอาวุธสองชนิดคือปืนกับการสร้างความชอบธรรม &lt;br /&gt;เขาจะคุมทหาร ตำรวจ ศาล คุก และเขาจะคุมสื่อ โรงเรียน และปิดกั้นความคิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขบวนการเสื้อแดงเติบโตจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้ของคนจำนวนมาก&lt;br /&gt;หลัง 19 กันยา ในช่วงแรกๆ เราไม่ต้องคิดอะไรหนักเพราะเรามองว่าเรามีมวลชน&lt;br /&gt;และมีความชอบธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ หลังเมษาเลือดเราเริ่มเห็นชัดว่าเราเผชิญหน้ากับอำนาจที่แข็งแกร่ง &lt;br /&gt;แค่เดินขบวนและชุมนุมไม่พอ พันธมิตรฯมันเดินขบวนและมีผลเพราะมันใช้ความรุนแรง&lt;br /&gt;และมีทหารและคนชั้นสูง หนุนหลัง มันไม่ได้ชนกับอำนาจอำมาตย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราเรียนรู้ว่าแค่ชนะการ เลือกตั้งหลายรอบก็ไม่พออีกด้วย นี่คือที่มาของการถกเถียง&lt;br /&gt;ในหมู่แกนนำเสื้อแดงปัจจุบัน และผมมั่นใจว่าในหมู่คนเสื้อแดงรากหญ้ามีการเถียงกัน&lt;br /&gt;ในทำนองเดียวกัน การถกเถียงนี้จะช่วยให้เราชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับแนวทางต่อสู้ และ&lt;br /&gt;ถ้าเราวิเคราะห์ออก เราจะชัดเจนว่าเราสามารถสามัคคีกันตรงไหนได้ และมองต่างมุมใน&lt;br /&gt;ส่วนไหน โดยไม่ทำให้ขบวนการประชาธิปไตยอ่อนแอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะสรุปเหมารวม การถกเถียงครั้งนี้เป็นการถกเถียงระหว่างสองฝ่าย &lt;br /&gt;ในแต่ละฝ่ายก็ไม่ใช่ว่าคนจะคิดเหมือนกันหมด แต่เราสามารถจัดเป็นสองกลุ่มได้คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(1) กลุ่มแกนนำสามเกลอและทักษิณ เป็นกลุ่มที่อยากจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป พร้อมจะ&lt;br /&gt;หาทางประนีประนอมเพื่อได้ประชาธิปไตยกลับมา โดยไม่ต้องปะทะมากเกินไป แนวนี้&lt;br /&gt;คือแนวปฏิรูป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนกลุ่มที่&lt;br /&gt;(2) ประกอบไปด้วยจักรภพและสุรชัย ที่มองว่าประชาธิปไตยแท้จะไม่มีวันเกิดขึ้นถ้าไม่สู้&lt;br /&gt;แบบปะทะอย่างตรงไปตรงมา นี่คือแนวปฏิวัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเองก็สนับสนุนแนวคิดกว้างๆ ของกลุ่มที่สองนี้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่อยากจะเอาคำพูดไปยัดปากใคร หรือความคิดไปยัดใส่หัวใคร ทุกท่านต้องอ่านและฟัง&lt;br /&gt;สิ่งที่เจ้าตัวพูดเอง ไม่ใช่ไปสรุปแทนหรือบิดเบือนอย่างที่มีคนทำกับผมบ่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าจะ สรุปคร่าวๆ สองแนวนี้คือทางเลือกระหว่างการค่อยๆปฏิรูปและประนีประนอม กับ&lt;br /&gt;การปฏิวัติเพื่อสร้างสังคมใหม่ ในขณะนี้ทั้งสองฝ่ายเชื่อว่าแนวทางของตนเองเป็นแนวที่ดีที่สุด&lt;br /&gt;ที่จะนำสังคม ไปสู่ประชาธิปไตย ในอนาคตจะเป็นอย่างไรเดี๋ยวดูเอาเอง แต่จุดร่วมอันสำคัญคือ&lt;br /&gt;ทั้งสองฝ่ายมองว่าจะต้องหาทางข้ามปัญหาอำนาจที่แข็ง แกร่งของอำมาตย์ให้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มปฏิรูปประนีประนอมมีข้อดีตรงที่พยายามจะหาทางสันติที่ไม่ปะทะตรงๆ &lt;br /&gt;ไม่เสียเลือดเนื้อมากเกินไป และไม่พยายามทำในสิ่งที่ดูใหญ่โตและยาก แต่ข้อเสียคือมันจะนำ&lt;br /&gt;ไปสู่ประชาธิปไตยจริงได้หรือ ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือจะ นำไปสู่การยอมจำนนในที่สุด ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การถวายฎีกามีข้อเสียตรงที่ไปมอบอำนาจให้กับประมุขในลักษณะเหนือรัฐธรรมนูญ &lt;br /&gt;ซึ่งจะส่งเสริมอำนาจอำมาตย์ ในด้านความคิดการถวายฎีกาอาจช่วยเปิดโปงความจริงบางอย่าง &lt;br /&gt;แต่ในมุมกลับอาจไม่เปิดโปงอะไรใหม่และอาจนำพาคนไปจงรักภักดีกับอำมาตย์ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่ม ปฏิวัติ ไม่ใช่กลุ่มปฏิวัติทุนนิยมเพื่อสังคมนิยม แต่เป็นกลุ่มที่อยากสู้อย่างถึงที่สุดกับ&lt;br /&gt;อำนาจเผด็จการ และมองว่าการต่อสู้ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเล่น กลุ่มนี้มองว่าการประนีประนอม&lt;br /&gt;กับอำมาตย์จะไม่กำจัดอำนาจเผด็จการซึ่งจะรื้อฟื้นตัวเองขึ้นมาได้ตลอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผม ไม่อยากพูดแทนคนอื่น และคนอื่นคงมองต่างมุมกับผม &lt;br /&gt;ดังนั้นผมจะให้ข้อสังเกตของตนเองเท่านั้นคือ ผมเชื่อว่าเราสร้างประชาธิปไตยแบบที่มีประมุข&lt;br /&gt;ในรูปแบบอังกฤษหรือญี่ปุ่นคงทำ ไม่ได้แล้วในไทย เพราะพวกทหารและกลุ่มอื่นจะดึงประมุข&lt;br /&gt;มาเป็นข้ออ้างในการทำลายประชาธิปไตย เสมอ การเขียนรัฐธรรมนูญก็ไม่ช่วยเพราะทหารฉีกและ&lt;br /&gt;ละเมิดรัฐธรรมนูญเป็นสันดาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดัง นั้นเราต้องเปลี่ยนสังคมแบบถอนรากถอนโคน&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ต้องลดอำนาจและงบประมาณกองทัพ ต้องปฏิรูปศาลให้หมด ต้องมีระบบลูกขุนประชาชน &lt;br /&gt;ต้องปฏิรูปตำรวจ ต้องสร้างสื่อมวลชนของประชาชนแทนสื่อปัจจุบัน และต้องเปลี่ยนระบบการศึกษา &lt;br /&gt;ทุกตำแหน่งสาธารณะต้องมาจากการเลือกตั้ง และต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ&lt;br /&gt;ทางเศรษฐกิจ เพราะการแก้นิดๆหน่อยๆ จุดเดียวจะไม่ประสบความสำเร็จ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้ที่เราต้องการนี้ &lt;br /&gt;ผมเองหวังอย่างยิ่งว่าประชาชนจำนวนมากจะเริ่มเข้าใจว่าแค่ประชาธิปไตยรัฐสภา ไม่พอ &lt;br /&gt;เราต้องมีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจด้วย ประชาชนต้องมีอำนาจในการกำหนดทิศทางการผลิต&lt;br /&gt;และการลงทุน ซึ่งแปลว่าต้องยกเลิกทุนนิยมและนำระบบสังคมนิยมมาใช้ (ซึ่งจะแตกต่างโดย&lt;br /&gt;สิ้นเชิงกับระบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ที่มีในลาว เกาหลีเหนือ คิวบา หรือจีน) ในย่อหน้านี้ผม&lt;br /&gt;อาจมองต่างมุมหรือมองเหมือนกับคนอื่นในกลุ่มปฏิวัติก็ได้ ผมไม่ทราบ ต้องรอให้เขาอธิบายเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมต้องยอมรับว่าสิ่งที่เราในกลุ่มปฏิวัติกำลังเสนอ เป็นเรื่องใหญ่ ต้องใช้เวลา &lt;br /&gt;และที่สำคัญที่สุดคือต้องใช้พลังมวลชน บทสรุปสำคัญจาก 14 ตุลา และพฤษภา 35 &lt;br /&gt;คือการเปลี่ยนสังคมต้องมาจากกระแสมวลชน ไม่ใช่จากคนกลุ่มเล็กๆ ไม่ว่าคนกลุ่มนั้นจะ&lt;br /&gt;ติดอาวุธหรือไม่ แต่ถ้าคิดดูให้ดี สภาพสังคมไทยตอนนี้น่าจะสอนให้เราทราบว่าการต่อสู้&lt;br /&gt;เพื่อประชาธิปไตยเป็น เรื่องใหญ่อยู่แล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านพอใจกับประชาธิปไตยครึ่งใบหรือไม่ แต่ผมไม่พอใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนว ปฏิวัติเสี่ยงกับการถูกปราบ และคนที่เสี่ยงที่สุดคือคนในประเทศ(ไม่ใช่ผม) &lt;br /&gt;แต่แนวปฏิรูปเสี่ยงกับการยอมจำนนต่ออำมาตย์ เลือกเอาเองครับเพื่อนเสื้อแดงทั้งหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเราถึงทางแยกสำคัญที่บังคับให้เราต้องคิดหนัก เราไม่ควรเงียบ หรือเอาหัวไปมุดดิน &lt;br /&gt;เราควรจะพูดและคิด ควรจะถกเถียงอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่อย่าลืมขยันสร้างความสามัคคีด้วยในเรื่องที่ทำได้ อย่าลืมว่าศัตรูหลักคือพวกอำมาตย์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-7129312553694448598?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/7129312553694448598'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/7129312553694448598'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2009/09/blog-post.html' title='บทความ : ใจ อึ๊งภากรณ์'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-1780808820637868833</id><published>2009-08-29T18:50:00.000-07:00</published><updated>2009-08-29T19:04:04.708-07:00</updated><title type='text'>ล้วงลึกตัวตน พวกพ้อง การต่อสู้และความขัดแย้ง</title><content type='html'>interview Jakrapob Penkair : June 2009&lt;br /&gt;ระหว่างบรรทัดความขัดแย้งและการต่อสู้ กับ จักรภพ  เพ็ญแข&lt;br /&gt;โดย : หนังสือพิมพ์ “แนวร่วม” รายสัปดาห์ (ฉบับอุ่นเครื่อง) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Q. ระหว่างบรรทัด ในการให้สัมภาษณ์ของคุณจักรภพกับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง &lt;br /&gt;และระหว่างบรรทัดจากข้อเขียนของคุณในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น (Red News) &lt;br /&gt;ก่อให้เกิดความสงสัยในคนเสื้อแดงหลายคนและถูกขยายความต่อจากฝ่ายตรงข้าม&lt;br /&gt;ว่า เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงกันในหมู่แกนนำเสื้อแดง โดยเฉพาะคุณจักรภพกับ&lt;br /&gt;คุณจตุพร บอกได้หรือไม่ว่ามันเป็นเรื่องของอารมณ์หรือความแตกต่างกันทางความคิด&lt;br /&gt;ใน ยุทธวิธีการต่อสู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;A.  คนที่สวมเสื้อแดงที่หัวใจและจิตวิญญาณเขาไม่สนใจเรื่องตัวบุคคลหรอกครับ &lt;br /&gt;เขาสนใจว่าขบวนการประชาธิปไตยของเรามีวุฒิภาวะแค่ไหน และจะเดินต่อไปสู่&lt;br /&gt;เป้าหมายอย่างไรมากกว่า ขณะนี้เรากำลังสร้างแนวร่วมประชาธิปไตยให้เป็นเครือข่าย&lt;br /&gt;ที่สำคัญและมีพลัง เราทิ้งใครหรือตั้งข้อรังเกียจใครไม่ได้ทั้งนั้น ทุกคนมีความหมายและ&lt;br /&gt;ความสำคัญ เพราะระบอบอำมาตย์เขาจัดตั้งมานานและแน่นแฟ้น เหมือนต้นโพธิ์&lt;br /&gt;กับกำแพงผุที่กอดกันอยู่ เราเห็นภูเขาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าแล้ว จะมานั่งเถียงกัน&lt;br /&gt;ทำไมครับว่าจอบของใครขุดได้ดีกว่า เราต้องใช้จอบทุกอันที่มีนั่นแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Q. หลายคนมองว่าโดยส่วนตัวของคุณนั้นต้องการให้ความรุนแรงในการต่อสู้&lt;br /&gt;เป็นตัวตัดสิน โดยเฉพาะเหตุการณ์สงกรานต์เลือดที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;A. นั่นเป็นเรื่องแต่งครับ เรามีอะไรในขบวนการเสื้อแดงที่จะไปก่อความรุนแรงเล่า? &lt;br /&gt;อาวุธก็ไม่มี กำลังจากไหนๆ ก็ไม่มี ที่สำคัญคือเจตนาที่จะก่อความรุนแรงวุ่นวายก็ไม่มี &lt;br /&gt;ผมเห็นแต่ฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นที่เขามีทั้งกำลังทหาร ตำรวจ สายลับ ข่าวกรอง และ&lt;br /&gt;ขบวนการประชาชนจัดตั้งแบบติดอาวุธเตรียมก่อเรื่องแบบที่นางเลิ้ง ใครที่อยากเชื่อ&lt;br /&gt;เรื่องแบบนี้ ควรย้อนไปดูเทปการชุมนุมของพวกเราตั้งแต่ยุค PTV เป็นต้นมาว่าเราเรียกร้อง&lt;br /&gt;ให้ใช้ความรุนแรงบ้างหรือไม่ ผมอยู่กับขบวนการของเรามาตลอด และยึดอยู่กับหลักการ&lt;br /&gt;แห่งความสงบ สันติ และปราศจากอาวุธเรื่อยมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Q. คุณมองว่าการต่อสู้ของคนเสื้อแดงและขบวนการผู้รักประชาธิปไตยมันเป็น "เกม" &lt;br /&gt;ที่ต้องรู้แพ้-ชนะ กันในกรอบเวลาที่จำกัด หรือเป็นสงครามที่อาจพ่ายแพ้ในศึกหนึ่ง &lt;br /&gt;แต่มิได้หมายความว่าจะเป็นการปิดฉาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;A. ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เกม ซึ่งแปลว่าการละเล่นเพื่อความเพลิดเพลินของใครสักคนหนึ่ง &lt;br /&gt;การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ใช่เกม แต่เป็นวิถีชีวิตของคน 64 ล้านคนที่ต้องการคำตอบ&lt;br /&gt;ว่าชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับอะไร ขึ้นอยู่กับอำนาจลึกลับที่คอยบงการชี้นำประเทศ ซึ่งเป็น&lt;br /&gt;อำนาจที่ปราศจากความพร้อมรับผิดเพราะหาตัวคนสั่งไม่ได้ หรือขึ้นกับตัวแทนในระบอบ&lt;br /&gt;ประชาธิปไตยที่ขึ้นมามีอำนาจชั่วคราว โดยประชาชนสามารถถ่วงดุลและตรวจสอบได้  &lt;br /&gt;เรื่องขนาดวิถีชีวิตนี่ กำหนดวันเวลาที่แน่นอนไม่ได้หรอกครับ ผมรู้แต่ว่าใครเอาจริงเอาจัง&lt;br /&gt;กับเรื่องนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นภารกิจแห่งชีวิต และอุทิศตนเต็มที่ จะวางขั้นตอนชัดเจนแบบ&lt;br /&gt;ทำธุรกิจคงจะไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Q. คุณพูดถึงการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการประชาธิปไตย &lt;br /&gt;อยากทราบถึงโมเดลกระบวนการทำงานของหน่วยงานนี้ว่าเป็นเช่นไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;A. หน่วยปฏิบัติการประชาธิปไตยมีขึ้นเพื่อตอบโจทย์ในอดีต&lt;br /&gt;ว่าทำไมขบวนการประชาธิปไตย ของเราจึงได้พ่ายแพ้มาตลอด ประชาชนของเรามีความ&lt;br /&gt;บริสุทธิ์ใจมาก แต่ฝ่ายตรงข้ามเขามีเล่ห์เหลี่ยมรอบตัวและโหดเหี้ยมอำมหิต สู้กันลำบาก &lt;br /&gt;เราต้องการกิจกรรมประชาธิปไตยที่มีอุดมการณ์และวิธีคิดที่เป็นประชาธิปไตย แท้ แต่ต้อง&lt;br /&gt;มีประสิทธิภาพและสร้างอำนาจต่อรองให้กับฝ่ายประชาชนได้ รูปธรรมคือสรรหาและพัฒนา&lt;br /&gt;นักปฏิวัติประชาธิปไตยเต็มเวลามาทำงาน จะอยู่ที่ไหนในโลกก็ได้ ทำงานประสานกับคนใน&lt;br /&gt;อย่างใกล้ชิด มุ่งหวังผลเลิศ แต่ไม่ได้มุ่งหมายผูกขาดการปฏิวัติประชาธิปไตยไว้เป็นของตน &lt;br /&gt;รูปแบบเรียบง่าย ประกอบด้วยศูนย์กลาง แกน เครือข่าย และแนวร่วม ทำงานกับขบวนการ&lt;br /&gt;ประชาธิปไตยสากล เพราะการโค่นล้มเผด็จการไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของประเทศหนึ่งประเทศใด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Q. แน่นอนว่าหน่วยงานนี้จะไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธหรือการเล่นเกมใต้ดินที่มีบางกลุ่ม&lt;br /&gt;พยายามยัดเยียดการต่อสู้ในแนวทางรุนแรงนี้ให้กับคุณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;A. จินตนาการไปเถิดไม่เป็นไร &lt;br /&gt;แต่ระวังยัดเยียดจะอะไรแล้วเกิดเป็นประโยชน์กับผมขึ้นมาก็แล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Q. ในความเป็นนักรัฐศาสตร์ของคุณๆ มองการต่อสู้และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง&lt;br /&gt;ภายใต้แนวทางสังคมนิยมของหลาย ประเทศในยุโรปเป็นเช่นไร แบบอย่างไหนที่คุณคิด&lt;br /&gt;ว่าใกล้เคียงกับประเทศไทยมากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;A. ยุโรปกลายเป็นประชาธิปไตยได้ก็เพราะผ่านเผด็จการสุดขั้วมานับร้อยปี &lt;br /&gt;ทั้งเผด็จการราชาธิปไตย เผด็จการทหาร และเผด็จการจักรวรรดินิยม ประเทศไทยอาจจะกระโดด&lt;br /&gt;พรวดเดียวไปถึงขนาดนั้นไม่ไหว ดูประเทศใกล้ตัวอย่างอิหร่านและญี่ปุ่นสิครับ ไปดูไกลนักทำไม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อิหร่าน ที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งประธานาธิบดีไปเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2552 &lt;br /&gt;เป็นการสู้รบกันระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยมหรือฝ่ายก้าวหน้า แต่เมื่อฝุ่นการเมือง&lt;br /&gt;หายตลบอบอวลแล้ว กลับพบว่าผู้ชนะตัวจริงไม่ใช่อาหมัดดิเนจัดหรือมูซาวี แต่กลับเป็น&lt;br /&gt;อะยาตุลาห์โคเมเนอี ผู้เป็น “ผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณ” ซึ่งมีอำนาจกดปุ่มได้ทั้งนั้นและประเทศ&lt;br /&gt;ก็จะหันเหไป ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะการเลือกตั้งก็ตาม นั่นแสดงว่าอิหร่านมีระบบ “รัฐซ้อนรัฐ” &lt;br /&gt;นั่นคือรัฐบาลจากการเลือกตั้งก็ทำหน้าที่ไปในฉากหน้า รับความผิดรับความบกพร่องอะไร&lt;br /&gt;ไปทั้งหมด รัฐบาลตัวจริงที่ไม่เคยได้เลือกตั้งก็คอยควบคุมอำนาจรัฐอันแท้จริงอยู่ข้าง หลัง &lt;br /&gt;นั่นคือภาพเปรียบเทียบกับไทยในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนญี่ปุ่นเป็นระบอบ ประชาธิปไตยอันมีองค์พระจักรพรรดิเป็นประมุข รัฐบาลที่มีอำนาจจริง&lt;br /&gt;มาจากการเลือกตั้ง ในขณะที่ราชสำนักเป็นสัญลักษณ์ที่ดีงามในทางวัฒนธรรม สูงส่งและไม่&lt;br /&gt;แปดเปื้อนด้วยการแย่งชิงผลประโยชน์ ทำให้ชาวญี่ปุ่นแยกได้เด็ดขาดระหว่างปูชนียบุคคลกับ&lt;br /&gt;ผู้มีอำนาจในทางการเมือง นั่นคือภาพของราชอาณาจักรที่มีความก้าวหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรามักนำตัวเองไป เปรียบเทียบกับโลกตะวันตก ในขณะที่โลกตะวันออกในครรลองใกล้เคียงกัน&lt;br /&gt;มีอะไรให้เทียบเคียงได้มาก ทั้งในความเหมือนและความแตกต่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Q. คุณรู้สึกหรือไม่ว่าเมื่อใดที่ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยถูกทำ ถูกออกแบบให้ใกล้ชิด&lt;br /&gt;กับลัทธิบูชาตัวบุคคลมากเท่าใด นั่นหมายถึงสัญญาณของความพ่ายแพ้ได้เดินทางใกล้ตัวเข้ามาทุกขณะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;A. เห็นด้วยครับ บุคคลมีความสำคัญในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์และเป็นผู้ปฏิบัติภารกิจบริหาร&lt;br /&gt;ขบวนการประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่เจ้าของหรือผู้ควบคุมขบวนการนั้นๆ เราต้องยอมให้พลวัตร&lt;br /&gt;ประชาธิปไตยเป็นตัวขับเคลื่อนขบวนการประชาธิปไตยอย่าง แท้จริง พูดให้ง่ายคือต้องเอาพลัง&lt;br /&gt;ทั้งสังคมมาปฏิวัติประชาธิปไตยให้ได้ ใครรวบรวมพลังเหล่านี้ได้ก็เป็นผู้นำขบวนการประชาธิปไตยได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้นำ ขบวนการประชาธิปไตยต้องไม่ใช่คนที่นั่งนอนรอประนีประนอมกับเขา &lt;br /&gt;ต้องไม่ใช่คนที่หวังยังชีพไปพร้อมกับงานประชาธิปไตย และต้องไม่ใช่ตลกหน้าม่านที่ออกมา&lt;br /&gt;ผ่อนคลายความตึงเครียดของคนแค่ชั่วครู่ ชั่วยาม แต่เมื่อได้ตัวมาแล้วก็ต้องควบคุมอัตตวิสัยของตน&lt;br /&gt;ไว้ให้ดี กำเริบเมื่อไหร่ก็จะกลายเป็นเผด็จการตัวใหม่ทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Q. คุณคิดหรือไม่ว่าขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของบ้านเราในทุกวันนี้ เอาเข้าจริงแล้วมันก็&lt;br /&gt;ยังลุ่มหลงอยู่ในมายาคติ มายาคติของการเทิดทูน บูชาความเป็นปัจเจกเสียมากกว่าที่จะดื่มด่ำหลงใหล&lt;br /&gt;กับเนื้อหาอันแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;A.  อย่าห่วงเลยครับ ประชาชนท่านแยกออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Q. ที่คุณพูดว่าถึงเวลาสมควรพบก็ต้องพบกันนั้น หมายถึงอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;A. ท่านถามจากข้อเขียนของผมเมื่อสัปดาห์ก่อนในอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งต้องขอขอบคุณที่ได้อ่าน &lt;br /&gt;ความหมายของผมตรงไปตรงมาไม่มีอะไรซับซ้อนหรอกครับ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเรา&lt;br /&gt;ต้องกำหนดทิศทางโดยฝ่ายประชาชน ไม่ใช่ให้ศัตรูของประชาชนมากำหนด โดยใช้คดีความต่างๆ &lt;br /&gt;บ้าง การกล่าวหาผ่านสื่อบ้างอะไรบ้าง มาเป็นเครื่องมือ เราจะต้องวางแผนให้รอบคอบและ&lt;br /&gt;เดินหน้าของเราไป ถึงเวลาเมื่อไหร่เราก็ลงมือทำ ไม่ต้องไปรอเงื่อนเวลาใดๆ ที่เขากำหนดขึ้นมา&lt;br /&gt;ให้หรอกครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Q. ประชาธิปไตย สังคมเป็นธรรม ในความรู้สึกของคุณนั้นคืออย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;A.  ความเป็นธรรมคือการได้รับโอกาสทางสังคมอย่างเต็มที่ จะให้โดยรัฐบาลก็ได้ ประชาชน&lt;br /&gt;ให้กันเองก็ได้ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ มาสกัดกั้นขัดขวาง ผมรู้ว่าเราเลือกเกิดไม่ได้ และต้องมีคนที่&lt;br /&gt;ได้รับโอกาสมากกว่าอีกคนหนึ่งเสมอในสังคม แต่สังคมจะต้องใส่ใจกับคนที่ไม่สามารถได้รับ&lt;br /&gt;โอกาสนั้นได้ด้วยตนเอง และสร้างเครื่องมือช่วยเหลืออย่างชาญฉลาด โดยไม่เป็นการเอาเปรียบ&lt;br /&gt;คนอื่นๆ ขึ้นมา ผมไม่ได้พูดถึงรัฐสวัสดิการอย่างเดียว แต่ยังพูดถึงการศึกษาและการพัฒนาต่อยอด &lt;br /&gt;(education &amp; re-training) ที่บริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อมวลชนที่รับใช้สังคมอย่าง&lt;br /&gt;เสมอภาค ระบบศาสนาที่ตอบโจทย์ทางใจและจิตวิญญาณโดยไม่ลากลงต่ำไปกว่าเดิม ทั้งหมดนี้&lt;br /&gt;เป็นเพียงตัวอย่างนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Q. มองย้อนไปบนเส้นทางชีวิต คุณรู้สึกมั้ยว่าความเป็นจักรภพในวันที่เป็นนักเรียนสาธิต &lt;br /&gt;นิสิตจุฬา พนักงานซี.พี. หรือเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความเป็น&lt;br /&gt;จักรภพใน ฐานะคนหัวแถวของเสื้อแดง บางคนมองว่าการอธิบายหรือให้นิยามความเป็นคุณช่าง&lt;br /&gt;เป็นเรื่องยาก เพราะแยกไม่ออกว่าสิ่งที่คุณเป็นนั้น มันคืออะไรกันแน่  อุดมการณ์ จิตสำนึก สันดาน &lt;br /&gt;หรือจริตมายา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;A. จะร้อนใจไปใย รอไว้จำกัดความในวันที่ผมตายแล้วก็ได้ เพราะผมยังต้องทำอะไรอื่นๆ อีกมาก &lt;br /&gt;ยังไม่รู้ว่าจะเป็นคนดีหรือคนเลวในใจใคร วานซืนนี้ผมกินข้าวหมูแดงใส่กุนเชียง เมื่อวานกิน&lt;br /&gt;ก๋วยเตี๋ยวแห้ง ตกเย็นได้กินอาหารญี่ปุ่นคือปลาดิบ และวันนี้เพิ่งจะเล่นข้าวราดแกงไปหมาดๆ จะ&lt;br /&gt;สรุปนิสัยสันดานในการกินของผมอย่างไรดี ในความเป็นมาของชีวิต ผมยังเคยทำงานถวายสมเด็จ&lt;br /&gt;พระเทพรัตนราชสุดาฯ ในโครงการหนังสือ “The Princess of All Peoples” เคยเป็นสื่อมวลชนอิสระ &lt;br /&gt;ผู้ก่อตั้งและเจ้าของบริษัทผลิตสื่อ อาจารย์มหาวิทยาลัย วิทยากรในสถาบันของทหาร รวมทั้ง&lt;br /&gt;วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรยาวนานหลายปี เป็นลูกหลานทหาร แม่มาจากตระกูลที่รับใช้รั้ววังมา &lt;br /&gt;พี่เป็นข้าราชการระดับสูง อ่านหนังสือสลับกันระหว่างภาษาไทยกับอังกฤษมานานกว่ายี่สิบปี &lt;br /&gt;เป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฯลฯ จะสรุปความเป็นคนของผมอย่างไร &lt;br /&gt;ผมเป็นคนชนิดไหน ผลประโยชน์ร่วมกันและขัดแย้งกับกลุ่มใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าเสียเวลากับตัวผมมากนักเลยครับ มาคุยกันเรื่องความคิด อุดมการณ์ และแผนงานดีกว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Q. คุณยังได้พุดคุยกับสื่อมวลชนต่างประเทศอยู่บ่อยๆ เหมือนเดิมหรือเปล่า วันนี้ของสื่อมวลชน&lt;br /&gt;ต่างประเทศมีทัศนคติและมองประเทศไทยอย่างไร ความเชื่อมั่นของพวกเขาที่มีต่อประเทศไทย&lt;br /&gt;เป็นเช่นไร ยังเป็นขุมทองของการลงทุน และแดนสวรรค์ของการท่องเที่ยวอยู่อีกหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;A. ผมสังสรรค์เสวนากับคนไทยและชาวต่างประเทศอยู่ตลอดเวลาครับ &lt;br /&gt;ชาวต่างประเทศนั้นก็ทั้งคนเป็นรัฐบาล นักการเมืองในระบบพรรค ตุลาการสากล สื่อมวลชน &lt;br /&gt;นักธุรกิจที่เขามองเมืองไทยอย่างใส่ใจและปรารถนาดี คนระดับหัวหน้ารัฐบาลก็ได้เข้าพบอยู่บ้าง &lt;br /&gt;เมื่อได้พบแล้วเขาก็ถามคล้ายกันว่าเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักธุรกิจส่วนมากก็ยังพอใจกับจริตแบบไทยๆ เห็นว่าเป็นความพิเศษกว่าชาติอื่นๆ อยู่ &lt;br /&gt;เขานั่งรอว่าเมื่อไหร่เมืองไทยจะกลับสู่สมดุลและจุดลงตัวของตน ก็จะกลับมาทุ่มทุนอีก ผมไม่ห่วง&lt;br /&gt;เรื่องชื่อเสียงของประเทศในระยะยาว เพราะคนไทยร่วมกันทำชื่อเสียงที่ดีมามากพอ ส่วนการเมือง&lt;br /&gt;ในระยะนี้เขาก็รู้กันดีว่าติดขัดที่ตรงไหน เขาก็รอให้ฝ่ายที่ขัดขวางระบอบประชาธิปไตยแพ้ภัยตัวเอง&lt;br /&gt;ไปแล้วเขาก็คงเข้ามา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Q.  คุณคิดยังไงกับความเห็นของหลายคนที่ว่ารัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณทำให้ทุนนิยมชายขอบ&lt;br /&gt;ของไทยก้าวสู่ความเป็นทุนนิยมโลก และมันไม่วันหวนกลับคืนมาอีกแล้ว ดังนั้นที่ๆ จะยืนอยู่ของ&lt;br /&gt;ไทยบนเวทีโลกอย่างไรเสียมันก็หนีไม่พ้นโลกของทุนนิยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;A. ตอบกันจริงๆ มันก็เป็นเรื่องของวิถีการผลิต เพราะมนุษย์ต้องกินต้องใช้ ต้องมีปัจจัยสี่ &lt;br /&gt;คำถามคือจะได้สิ่งเหล่านี้มาจากไหน ระบบการผลิตของโลกถูกครอบด้วยลัทธิทุนนิยม นั่นคือเอา&lt;br /&gt;ระบบตลาดหรือหลายคนเรียกอย่างเจ็บใจว่า ระบบความโลภ มาเป็นแรงขับดันให้อยากผลิต &lt;br /&gt;อยากเผยแพร่ ผู้บริโภคก็ได้ตัวเลือกหลากหลายในแต่ละสินค้าและบริการ &lt;br /&gt;นับเป็นผลประโยชน์ร่วมกันอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ทุนนิยมสุดขั้วและล้าหลัง มันก็โลภ มันก็ตักตวง มันทำลายผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม &lt;br /&gt;และมันก็สร้างความขัดแย้งในสังคม คำตอบก็คือเราต้องใช้พลวัตรทางสังคมผลักให้เกิด&lt;br /&gt;ระบบทุนนิยมก้าวหน้า และต้องให้แน่ใจว่าเป็น “ระบบทุนนิยมก้าวหน้า” ใน “ระบอบประชาธิปไตย” &lt;br /&gt;ไม่ใช่ “ระบบทุนนิยมล้าหลัง” ใน “ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย”  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดที่จะหนีจากระบบทุนนิยมและใช้แนวคิดอื่นมากำกับระบบการผลิตนั้น &lt;br /&gt;ผมยังไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะคนที่สอนให้คนอื่นรังเกียจทุนนิยมและวิจารณ์นักทุนนิยมคนอื่นๆ &lt;br /&gt;ว่าเลวว่าชั่วนั้น ตัวเองก็ทุนนิยมเสียจนรวยล้นฟ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Q. ทุนนิยมสามานย์กับไม่สามานย์นี่มันต่างกันตรงไหน ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ชี้วัด &lt;br /&gt;ทุนนิยมในศักดินากับทุนนิยมในสามัญชนอย่างไหนน่ากลัวกว่ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;A. สำหรับผม &lt;strong&gt;ทุนนิยมสามานย์ หรือทุนที่เลว ต่ำ ชั่ว &lt;br /&gt;คือทุนนิยมล้าหลังในระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;ทุนนิยมที่พอยอมรับได้ แต่ต้องกดดันกันไว้ตลอด คือทุนนิยมก้าวหน้าในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกณฑ์ ชี้วัดโดยคร่าวคือ สิ่งที่ได้มาในเชิงมูลค่าเพิ่ม ต้องมากกว่าต้นทุนทางธุรกิจ &lt;br /&gt;ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ พูดง่ายๆ คือสังคมต้องไม่ขาดทุน และประชาชนส่วนใหญ่&lt;br /&gt;ต้องได้กำไรในเชิงเศรษฐศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Q.  มั่นใจหรือไม่ว่า เร็วๆ นี้คุณจะได้กลับเมืองไทย ได้กลับมาโลดแล่นทางการเมืองบนแผ่นดินแม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;A. ผมไม่สนใจนักว่าจะได้กลับมา “โลดแล่นทางการเมือง” แบบที่ท่านถามหรือไม่ &lt;br /&gt;เพราะทำงานการเมืองในระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย คงไม่ต่างอะไรกับการมีเพศสัมพันธ์กับคนตาย &lt;br /&gt;ไม่รู้สึกรู้สมและไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ผมสนใจใช้เวลาศึกษาปัญหาในโครงสร้างการเมืองของประเทศ&lt;br /&gt;ไทยเพื่อการแก้ไขใน ระยะยาวมากกว่า ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ ผมจะทันเห็นหรือไม่ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยบอกกับน้องๆ ที่มาสัมภาษณ์เกี่ยวกับปรัชญาชีวิตว่า ผมเห็นด้วยกับคำกล่าวของนักเขียนอเมริกัน&lt;br /&gt;ที่ผมชื่นชอบมาก คือเรย์ แบรดบิวรี่ เขาบอกว่า “กระโดดลงเหวไปก่อน แล้วงอกปีกตามให้ทัน” &lt;br /&gt;ผมเลือกที่จะมีชีวิตแบบนั้น.&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;br /&gt;&lt;br/&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2397678411090373945-1780808820637868833?l=sff3.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/1780808820637868833'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2397678411090373945/posts/default/1780808820637868833'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sff3.blogspot.com/2009/08/blog-post_29.html' title='ล้วงลึกตัวตน พวกพ้อง การต่อสู้และความขัดแย้ง'/><author><name>secretMAI</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11151173166871594941</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2397678411090373945.post-4611425304954209050</id><published>2009-08-27T19:10:00.000-07:00</published><updated>2009-08-27T19:12:04.128-07:00</updated><title type='text'>ทักษิณกลับบ้าน ?</title><content type='html'>article : จักรภพ เพ็ญแข&lt;br /&gt;from :  หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ “แนวร่วม Red” ปีที่ 1 ฉบับที่ 7&lt;br /&gt;date : August 25, 2009 -- 25 สิงหาคม 2552 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมู่นี้พูดกันบ่อยจริงเรื่องคุณทักษิณจะกลับบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากให้พี่น้องตื่นเต้นเร่งลงชื่อในฎีกา ก็บอกว่าเพื่อให้คุณทักษิณได้กลับบ้าน &lt;br /&gt;จะเอาฎีกาไปยื่นที่สำนักพระราชวัง ก็เรียกคนมาชุมนุมกันที่สนามหลวงและบอก&lt;br /&gt;เป็นนัยๆ ว่าเพื่อคุณทักษิณจะได้กลับบ้าน หรือกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเสียด้วยซ้ำ &lt;br /&gt;แค่ชาวเสื้อแดงมากันให้มากเข้าไว้เป็นได้การ  พูดย้ำซ้ำทวนกันจนชาวประชาธิปไตย&lt;br /&gt;ที่นิยมคุณทักษิณค่อนประเทศเชื่อเอาจริงๆ ว่ากระบวนการขั้นตอนในการเอาชนะ&lt;br /&gt;พวกปล้นประชาธิปไตย จะง่าย สั้น จบ อย่างสวยงามอย่างที่พูดกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมก็คนหนึ่งล่ะครับที่อยากเห็น พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้าน &lt;br /&gt;อยากเห็นท่านเข้ามากอบกู้บ้านเมืองที่ถูกอำมาตย์มันปล้นทำลายไป แต่ผมก็อดสงสัย&lt;br /&gt;ไม่ได้ว่า คนที่พร่ำพูดเช่นนั้นเอาเหตุผลอะไรมาอธิบายว่าความหวังของเราจะเป็นจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การให้กำลังใจกันนั้นก็เป็นเรื่องดีและควรทำครับ &lt;br /&gt;แต่อย่าเตลิดไปจนสร้าง “ความฝัน” ขึ้นมาแทน “ความหวัง” จนกลายเป็นฝันสลายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.ทักษิณฯ นำพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด ๒ ครั้ง &lt;br /&gt;เป็นปรากฏการณ์แรกนับแต่ฝ่ายประชาธิปไตยโค่นเผด็จการแบบเก่าได้สำเร็จในปี &lt;br /&gt;พ.ศ. 2475 และนำพรรคพลังประชาชนจนได้รับชัยชนะอีกครั้งในระหว่างที่บ้านเมือง&lt;br /&gt;อยู่ในเงา รัฐประหารและรัฐบาลอำมาตย์ ในปี พ.ศ. 2550&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สร้างฐานสมาชิกพรรคไทยรักไทยเป็นประวัติการณ์เกือบ 20 ล้านคน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง&lt;br /&gt;ราว 40 ล้านทั่วประเทศ และได้รับคะแนนนิยมสูงกว่านายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งทุกคน&lt;br /&gt;วัดผลทีไรก็ไม่มีใครเถียงว่ามีผลงานจับใจประชาชนมากที่สุด จนทำให้ประชาธิปไตยที่&lt;br /&gt;คุณทักษิณดูแลกลายเป็นสิ่งมีชีวิตและกินได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่แล้ว...&lt;br /&gt;เขาก็หักดิบเอาตรงๆ เมื่อวันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549&lt;br /&gt;ในนาม คปค. / คมช. โดยไม่เกรงใจประชาชนเลยแม้แต่นิดเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถามจริงๆ เถิดครับ เสียงในฎีกา 6 ล้าน ซึ่งเป็นเสียงสวรรค์โดยแท้ไม่มีใครเถียงได้ &lt;br /&gt;จะไปคัดง้างอะไรกับคนชนิดนี้ ? -- ได้เคยคิดกันบ้างไหมครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นขึ้นมารุมด่าพลเอกเปรม พลเอกพิจิตร นายอภิสิทธิ์ นายบวรศักดิ์ ฯลฯ เป็นหมูเป็นหมา &lt;br /&gt;สนุกเสียไม่มี สะใจเป็นบ้า ในที่สุดก็บอกกับพี่น้องประชาชนว่า ด่าไอ้พวกเลวชาติแบบ&lt;br /&gt;ไม่ต้องให้มันได้ผุดได้เกิดกันเลย เพื่อเราจะได้เกิดใหม่ทางการเมือง .. คนดูโห่ร้องกึกก้อง&lt;br /&gt;เพราะนึกว่าเราจะได้รับชัยชนะแน่นอนแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งไม่รู้ครับว่า &lt;br /&gt;ระบอบอำมาตยาธิปไตยหมายถึงใครและอะไรบ้าง &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เล่าเรียนกันมาทางไสยศาสตร์ขนาดไหน &lt;br /&gt;ถึงประกาศกลางเมืองว่าจะแยกผีออกจากสางมิน่าเล่า...&lt;br /&gt;ถึงได้ถูกหลอกจนหัวโกร๋นแล้วโกร๋นอีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนเคยถูกเขาหลอกมาครั้งหนึ่งตอนอายุสี่สิบเศษๆ &lt;br /&gt;ดันยอมถูกหลอกอีกครั้งในวัยหลังหกสิบ แล้วมาลากเอาคนเป็นล้านๆ เข้าไปในป่าช้า&lt;br /&gt;เพื่อจะถูกหลอกด้วย ..  -- ..  เจ็บแค้นเคืองโกรธโทษฉันใย ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บอกด้วยความรักและหวังดีต่อกันว่า การหาความเป็นธรรมจากคนหน้าด้าน&lt;br /&gt;ที่ชำนาญเกมรักษาอำนาจ ยากกว่าการแงะเศษกระดูกออกจากปากสุนัขมากนัก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชอบอ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทำไมจงใจอ่านข้ามตอนนี้ไปเสียล่ะครับ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ผู้นำสายทหารในการเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;การปกครอง พ.ศ. 2475  ถึงกับต้องทำรัฐประหารซ้ำสองในปีรุ่งขึ้นเพื่อปราบปราม &lt;br /&gt;“ซากเดนศักดินา” ที่ผ่านร่างทรงเก่าๆ ของผีร้ายตัวเดิมเข้ามาทวงอำนาจคืน เช่น &lt;br /&gt;พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) ผู้ได้รับเชิญเป็นประธานกรรมการราษฎร &lt;br /&gt;หรือนายกรัฐมนตรีคนแรกหลังการปฏิวัติ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วคนรักพระยาพหลฯ ในบ้านเมืองนี้ &lt;br /&gt;ทำไมถึงได้ยืนด่าซากเดนศักดินา โดยไม่ยอมบอกมวลชนที่รักและเชื่อถือตัวเองว่า &lt;br /&gt;ซากเดนเหล่านั้นกระเด็นออกมาจากตรงไหน ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือวันนี้เพลิดเพลินกับอำนาจใหม่ และการฟื้นคืนชีพทางการเมือง &lt;br /&gt;จนฝันจะเป็นพระยามโนฯ ขึ้นมาเอง โดยลืมเกียรติยศของเจ้าคุณพหลฯ เสียแล้ว ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นอย่างนั้นไปแล้วหรือครับพระคุณท่าน ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การถวายฎีกาในครั้งนี้ไม่ต่างอะไรจากกระบวนการขั้นตอนที่เคยมีมา &lt;br /&gt;ไม่อาจลบประวัติศาสตร์ 14  ตุลาคมที่คนเดือนพฤษภาบางคนที่มีปมด้อยพยายามจะลบ &lt;br /&gt;และอย่าเอาไปฝันเองว่าเป็นวีรกรรมใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าวีรกรรมทั้งหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือการใช้ช่องทางการสื่อสารที่มีอยู่ เพื่อให้แน่ใจว่ายังอยู่กันได้เท่านั้นเองครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครจะหวังได้ดีอย่างไรจากง
